คู่มือปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่
คลิกเลือกที่งานบริการตัวเลือก ที่กล่องกรอบสีเทา และเลือกงานบริการย่อยที่ท่านต้องการศึกษา ที่กล่องตัวเลือกแจ้งการเกิด
หลักเกณฑ์
เป็นการแจ้งเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ (15 วัน) จะมีค่าธรรมเนียมการแจ้งเกิดเกินกำหนด ดังนี้
1. การแจ้งหรือขอที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายไม่เกินหกเดือน คิดค่าธรรมเนียม ครั้งละ 30 บาท
2. การแจ้งหรือพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี คิดค่าธรรมเนียม ครั้งละ 50 บาท
3. การแจ้งหรือขอที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเกินหนึ่งปี คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากข้อ 2 เป็นรายเดือน เดือนละ 10 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมตามข้อ 2 แล้วต้องไม่เกิน 500 บาท เศษของเดือน ถ้าเกินสิบห้าวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
1. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
2. บัตรประจำตัวประชาชนผู้แจ้ง
3. หนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล (ถ้ามี)
ขั้นตอนในการติดต่อ
1. ผู้แจ้งยื่นเอกสารและหลักฐานต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่เด็กเกิด
2. นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานกับทะเบียนบ้าน และลงรายการในสูติบัตรแล้วเพิ่มชื่อเด็กในทะเบียนบ้านและ สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน แล้วมอบสูติบัตรตอนที่ 1 และสำเนาทะเบียนบ้านคืนให้กับ ผู้แจ้ง
**********************************
การแจ้งเกิดเกินกำหนด
หลักเกณฑ์
เป็นการแจ้งเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ (15 วัน) ตามกฎหมาย มีบทกำหนดโทษ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
1. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
2. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดา (ถ้ามี)
3. พยานบุคคลที่ให้การรับรอง และบัตรประจำตัวประชาชน
4. รูปถ่ายของบุคคลที่ขอแจ้งการเกิด 1 รูป (กรณีอายุเกิน 7 ปีบริบูรณ์)
5. หนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล (ถ้ามี)
ขั้นตอนในการติดต่อ
1. ผู้แจ้งยื่นเอกสารหลักฐานต่อนายทะเบียนท้องที่ที่เด็กเกิด
2. นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานแล้วเปรียบเทียบคดีความผิดและสอบสวนผู้แจ้ง บิดามารดาให้ทราบสาเหตุ ที่ไม่แจ้งการเกิดภายในกำหนด ในกรณีบิดาหรือมารดาไม่อาจมาให้ถ้อยคำในการสอบสวนได้ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใด นายทะเบียนจะบันทึกถึงสาเหตุดังกล่าวไว้
3. นายทะเบียนนำเสนอนายอำเภอแห่งท้องที่พิจารณาอนุมัติออกสูติบัตร และเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน
– การแจ้งเกิดต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่อื่นหากยังมิได้แจ้งการเกิดและคนซึ่งเกิดนั้นมีภูมิลำเนาปัจจุบันอยู่ต่างท้องที่ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่เกิด บิดา,มารดา ผู้ปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวแล้วแต่กรณี จะแจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ณ สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของคนซึ่งเกิดนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก็ได้ โดยผู้แจ้งการเกิดต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการเกิดของคนซึ่งจะแจ้งการเกิดที่ออกให้โดยโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่คนนั้นเกิดและพยานบุคคลไม่น้อยกว่าสองคน ซึ่งสามารถยืนยันความเป็นบิดาหรือมารดาและบุตรของคนดังกล่าวได้
– ในกรณีไม่มีหนังสือรับรองการเกิด ผู้แจ้งการเกิดอาจใช้ผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจสารพันธุกรรม มีการตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานของรัฐหรือสถานสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นหลักฐานพิสูจน์ความน่าเชื่อถือเพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์ความเป็นบิดาหรือมารดาและบุตรแทนได้
การแจ้งตาย
หลักเกณฑ์
เมื่อมีคนตายให้แจ้งการตาย
(1) คนตายในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือผู้พบศพแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคนตาย ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นับแต่เวลาตาย หรือพบศพ
(2) คนตายนอกบ้าน ให้คนที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีการตายหรือพบศพ หรือแห่งท้องที่ ที่จะพึงแจ้งได้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาตาย หรือเวลาพบศพ กรณีเช่นนี้ จะแจ้งต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจก็ได้ กำหนดเวลาให้แจ้งตาม (1) และ (2) ถ้าท้องที่ใดการคมนาคมไม่สะดวก ผู้อำนวยการทะเบียน กลางอาจขยาย เวลาออกไปตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่เวลาตายหรือเวลาพบศพหากไม่ปฏิบัติตาม (1) และ (2)
จะมีค่าธรรมเนียมการแจ้งตายเกินกำหนด ดังนี้
1. การแจ้งหรือขอที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายไม่เกินหกเดือน คิดค่าธรรมเนียม ครั้งละ 30 บาท
2. การแจ้งหรือพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี คิดค่าธรรมเนียม ครั้งละ 50 บาท
3. การแจ้งหรือขอที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเกินหนึ่งปี คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากข้อ 2 เป็นรายเดือน เดือนละ 10 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมตามข้อ 2 แล้วต้องไม่เกิน 500 บาท เศษของเดือน ถ้าเกินสิบห้าวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
1. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่คนตายมีชื่อและรายการบุคคล (ถ้ามี)
2. หนังสือรับรองการตายจากโรงพยาบาล (ถ้ามี)
3. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง
ขั้นตอนการติดต่อ
1. ผู้แจ้งยื่นเอกสารและหลักฐานต่อนายทะเบียน เพื่อตรวจสอบและลงรายการในมรณบัตร
2. จำหน่ายชื่อผู้ตายออกจากทะเบียนบ้าน โดยจะประทับคำว่า “ตาย” สีแดง ไว้หน้ารายการคนตาย
3. มอบมรณบัตร ตอนที่ 1 สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนคืนผู้แจ้ง
– การแจ้งการตายต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่อื่นหากยังมิได้แจ้งการตาย แต่มีการย้ายศพ ไปอยู่ต่างท้องที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่มีการตายหรือพบศพ เจ้าบ้านของบ้านที่มีการตาย บุคคลที่ไปกับผู้ตายขณะตาย ผู้พบศพหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวแล้วแต่กรณีจะแจ้งการตายต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ณ สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่ศพอยู่ หรือท้องที่ที่มีการจัดการศพโดยการเผา ฝัง หรือทำลายก็ได้ โดยผู้แจ้งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการตายของผู้ตายซึ่งออกให้โดยโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่บุคคลนั้นตาย และพยายบุคคลไม่น้อยกว่าสองคน ซึ่งสามารถยืนยันตัวบุคคลของผู้ตายได้
– ในกรณีไม่หนังสือรับรองการตาย ผู้แจ้งการตายอาจใช้ผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจสายพันธุกรรม มีตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ ใช้เป็นหลักฐานประกอบการการแจ้งแทนได้
บ้านและทะเบียนบ้าน
หลักเกณฑ์
บ้าน หมายความว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งมีเจ้าบ้านครอบครอง และให้หมายความรวมถึงแพ หรือเรือซึ่งจอดเป็นประจำและใช้เป็นที่อยู่ประจำ หรือสถานที่หรือยานพาหนะอื่น ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยประจำได้ด้วย
ทะเบียนบ้าน หมายความว่า ทะเบียนประจำบ้านแต่ละบ้าน ซึ่งแสดงเลขประจำบ้านและ รายการของคน ทั้งหมดผู้อยู่ในบ้าน แยกเป็นหลายลักษณะ คือ
ทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ใช้สำหรับลงรายการของคนที่มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญ ประจำตัวคนต่างด้าว
ทะเบียนบ้าน (ท.ร.13) ใช้ลงรายการของคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ใน ลักษณะชั่วคราว หรือเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ทะเบียนบ้านกลาง มิใช่ทะเบียนบ้าน แต่เป็นทะเบียน ซึ่งผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดให้จัดทำขึ้น สำหรับลงรายการบุคคลที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน
ทะเบียนบ้านชั่วคราว เป็นทะเบียนประจำบ้านที่ออกให้กับบ้านที่ปลูกสร้างในที่สาธารณะ หรือโดยบุกรุก ป่าสงวน หรือโดยมิได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการก่อสร้างอาคาร หรือตามกฎหมายอื่น ทั้งทะเบียนบ้านชั่วคราวเป็นเอกสารราชการใช้ได้เหมือนทะเบียนบ้าน และผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านชั่วคราวคงมีสิทธิและ หน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ทะเบียนบ้านชั่วคราวของสำนักทะเบียน เป็นทะเบียนบ้านที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง กำหนดให้ ทุกสำนักทะเบียนจัดทำขึ้น เพื่อใช้ลงรายการของบุคคลซึ่งขอแจ้งย้ายออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ ให้ทุกบ้านมีเลขประจำบ้าน บ้านใดยังไม่มีเลขประจำบ้าน ๆ ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียน ผู้รับแจ้งเพื่อขอ เลขประจำบ้านภายในสิบห้าวันนับแต่วันสร้างบ้านเสร็จ
การตรวจสภาพบ้านโดยบ้านแต่ละหลังที่จะกำหนดเลขประจำบ้านใช้ได้อย่างน้อยจะต้องมีการก่อสร้างในส่วนที่เป็นรากฐานของบ้านและมุงหลังคาเรียบร้อยแล้วหรือถ้าเป็นตึกหรืออาคารลักษณะอื่นในทำนองเดียวกัน จะต้องมีการก่อสร้างเป็นปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยมีหนังสือรับรองจากวิศวกรหรือนายช่างโยธาที่ควบคุมก่อสร้าง นายทะเบียนจัดทำทะเบียนชั่วคราว และสำเนาทะเบียนบ้านชั่วคราว และสำเนาทะเบียนบ้านชั่วคราวฉบับเจ้าบ้านโดยระบุข้อความว่า “บ้านอยู่ระหว่างก่อสร้าง”
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
1. หนังสือขออนุญาตปลูกสร้างบ้าน หรือหนังสือสัญญาซื้อขายบ้าน (ถ้ามี)
2. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน
3. บัตรประจำตัวผู้แจ้งหรือผู้ได้รับมอบหมาย
4. หนังสือมอบหมาย (ถ้ามี)
ขั้นตอนการติดต่อ
1. เมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้วไปติดต่อ ณ สำนักทะเบียน ที่ได้ปลูกสร้างบ้าน
2. นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานเมื่อถูกต้องแล้ว จะจัดทำหลักฐานทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้าน
3. มอบสำเนาทะเบียนบ้านให้แก่ผู้แจ้ง
**************************************************
เจ้าบ้านและการมอบหมาย
หลักเกณฑ์
เจ้าบ้าน หมายความว่า ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครองบ้านในฐานะเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือในฐานะ อื่นใดก็ตาม ในกรณีที่ไม่ปรากฏเจ้าบ้าน หรือเจ้าบ้านไม่อยู่ ตาย สูญหาย สาบสูญ หรือไม่สามารถปฏิบัติ กิจการได้ ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้นเป็นเป็นเจ้าบ้าน
หน้าที่ของเจ้าบ้าน
เจ้าบ้าน เป็นผู้มีหน้าที่ต้องแจ้งเกี่ยวกับการต่าง ๆ ที่ได้บัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 เช่น การแจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้ายที่อยู่ หรือเรื่องอื่น ๆ เกี่ยวกับบ้าน โดยอาจมอบหมายให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนได้ หากเจ้าบ้านไม่อยู่ เช่น ไปต่างประเทศ หรืออยู่แต่ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านผู้หนึ่งผู้ใดสามารถ ดำเนินการแจ้งโดยทำหน้าที่เจ้าบ้านได้ โดยนายทะเบียนบ้านจะบันทึกถ้อยคำ ให้ได้ข้อเท็จจริงว่า บุคคลดังกล่าวเป็น ผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านแทนเจ้าบ้านในขณะนั้น
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
1. หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้านระบุรายละเอียดชัดเจนว่ามอบให้ใครทำอะไร และลงชื่อผู้มอบ
2. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
3. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน
4. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบหมาย หรือผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน
ขั้นตอนการติดต่อ
1. ไปติดต่อ ณ สำนักทะเบียนที่ปรากฏหลักฐานตามทะเบียนบ้าน
2. นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐาน และดำเนินการตามความประสงค์ของผู้แจ้ง
3. คืนหลักฐานแก่ผู้แจ้ง
**************************************************
การจำหน่ายชื่อและรายการบุคคลออกจากทะเบียนบ้าน
หลักเกณฑ์
การจำหน่ายชื่อและรายการบุคคลออกจากทะเบียนบ้านมีหลายกรณี ได้แก่
1. ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านถึงแก่ความตาย
2. กรณีบุคคลมีชื่อซ้ำในทะเบียนบ้านเกินกว่า 1 แห่ง
3. กรณีบุคคลมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
1. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่มีรายการบุคคลชื่อซ้ำเกินกว่า 1 แห่ง หรือบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ หรือบุคคลที่ตายไปนานแล้ว หรือบุคคลที่ตายในต่างประเทศ
2. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านหรือผู้แจ้ง
3. ใบมรณบัตร (ถ้ามี)
4. หลักฐานการตายซึ่งออกโดยสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ หรือหลักฐานการตายที่ออกโดยรัฐบาลของประเทศนั้นซึ่งได้แปลและรับรองว่าถูกต้องโดยกระทรวงการต่างประเทศ
ขั้นตอนในการติดต่อ
1. ยื่นเอกสารหลักฐานต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ปรากฏรายการบุคคลที่ต้องการจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน
2. นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานสอบสวนเจ้าบ้านและพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือให้ปรากฏข้อเท็จจริง
3. รวบรวมหลักฐานเสนอผู้มีอำนาจในการอนุมัติแล้วจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน
4. คืนหลักฐานแก่ผู้แจ้ง
การแจ้งย้ายเข้า
หลักเกณฑ์
เจ้าบ้านใดมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านโดยเจตนาจะถือเป็นภูมิลำเนาให้แจ้งนายทะเบียนผู้รับแจ้งทราบ เพื่อเพิ่มชื่อบุคคลนั้นเข้าในทะเบียนบ้านภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้ย้ายได้เข้าอยู่ในบ้าน เมื่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งได้รับแจ้งแล้ว ถ้าผู้ย้ายเข้ายังมิได้ย้ายออกจากทะเบียนบ้านเดิม ให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อย้ายบุคคลนั้นออกจากทะเบียนบ้านเดิม และให้นายทะเบียนผู้รับแจ้ง แจ้งให้เจ้าบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมทราบ เพื่อนำทะเบียนบ้านของตนมาให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งปรับปรุงทะเบียนบ้านให้ถูกต้องต่อไป กรณีเมื่อพ้นเวลาการแจ้งย้ายเข้าตามที่กฎหมายกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้ย้ายได้เข้าอยู่ในบ้านให้กำหนดค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้
1. การแจ้งหรือขอที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายไม่เกินหกเดือน คิดค่าธรรมเนียม ครั้งละ 30 บาท
2. การแจ้งหรือพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี คิดค่าธรรมเนียม ครั้งละ 50 บาท
3. การแจ้งหรือขอที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเกินหนึ่งปี คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากข้อ 2 เป็นรายเดือน เดือนละ 10 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมตามข้อ 2 แล้วต้องไม่เกิน 500 บาท เศษของเดือน ถ้าเกินสิบห้าวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
1. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน)
2. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน
3. หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีผู้แจ้งย้ายไม่ใช่เจ้าบ้าน)
4. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน
5. ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร. 6) ตอนที่ 1 และ 2 ซึ่งเจ้าบ้านลงนามยินยอมให้ย้ายเข้าแล้ว
ขั้นตอนในการติดต่อ
1. ยื่นเอกสาร และหลักฐานต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่จะย้ายเข้า
2. นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐาน และรายการใบแจ้งการย้ายที่อยู่และเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน และสำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) โดยตรวจสอบรายการให้ถูกต้องตรงกัน แล้วมอบสำเนาทะเบียนบ้านและ หลักฐานคืนให้ผู้แจ้ง
**********************************
การแจ้งย้ายออก
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
เมื่อผู้อยู่ในบ้านย้ายที่อยู่ออกจากบ้านเพื่อเปลี่ยนภูมิลำเนา ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่บุคคลในทะเบียนบ้านย้ายที่อยู่ออกจากบ้าน แต่ไม่ได้ตัดสิทธิผู้ย้ายที่อยู่ที่จะแจ้งย้ายออกต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งด้วยตนเอง โดยจะต้องแจ้งว่าจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านใด หรือจะแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่ตนจะไปอยู่ใหม่ก็ได้ในกรณีที่ยังไม่ทราบว่าจะย้ายไปอยู่บ้านใด หรือยังมิได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านใดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่แจ้งการย้ายที่อยู่ ให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งเพิ่มชื่อ และรายการของผู้นั้นไว้ในทะเบียนบ้านกลาง และเมื่อผู้ย้ายได้แจ้งย้ายออกต่อนายทะเบียนแล้วให้หน้าที่ในการแจ้งย้ายบุคคลออกของเจ้าบ้านเป็นอันพับไป ผู้ย้ายที่อยู่ที่จะแจ้งย้ายด้วยตนเองดังกล่าวต้องเป็นผู้มีอายุครบสิบห้าปีแล้ว กรณีเมื่อพ้นเวลาการแจ้งย้ายออกตามที่กฎหมายกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่บุคคลในทะเบียนบ้านย้ายที่อยู่ออกจากบ้านให้กำหนดค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้
1. การแจ้งหรือขอที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายไม่เกินหกเดือน คิดค่าธรรมเนียม ครั้งละ 30 บาท
2. การแจ้งหรือพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี คิดค่าธรรมเนียม ครั้งละ 50 บาท
3. การแจ้งหรือขอที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเกินหนึ่งปี คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากข้อ 2 เป็นรายเดือน เดือนละ 10 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมตามข้อ 2 แล้วต้องไม่เกิน 500 บาท เศษของเดือน ถ้าเกินสิบห้าวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน
หลักฐาน
1. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน)
2. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน
3. หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีผู้แจ้งย้ายไม่ใช่เจ้าบ้าน)
4. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีมอบหมาย)
5. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ย้ายที่อยู่กรณีแจ้งย้ายที่อยู่ของตนเอง
ขั้นตอนการติดต่อ
1. ยื่นเอกสารและหลักฐานต่อนายทะเบียนท้องที่ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ถึงแม้ว่าเจ้าบ้านไม่สามารถไปแจ้ง ย้ายออกให้ได้ผู้ที่ย้ายอยู่สามารถขอทำหน้าที่เจ้าบ้านเพื่อย้ายชื่อตนเองออกได้
2. นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐาน และรายการบุคคลที่จะย้ายออกลงรายการในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ และจำหน่าย รายการบุคคลที่ย้ายออกในทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) โดยจะประทับคำว่า “ย้าย” สีน้ำเงินไว้หน้ารายการ ฯ และระบุว่าย้ายไปที่ใด
3. นายทะเบียนมอบหลักฐานการแจ้งคืนผู้แจ้ง พร้อมทั้งใบแจ้งย้ายที่อยู่ตอนที่ 1 และ 2 เพื่อนำไปแจ้งย้ายเข้าต่อไป
หลักเกณฑ์
การเพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้านมีหลายกรณี ได้แก่
1. กรณีตกสำรวจตรวจสอบทะเบียนราษฎรเมื่อปี พ.ศ. 2499 (จะต้องเป็นผู้เกิดก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2499)
2. กรณีเพิ่มชื่อตามเอกสารทะเบียนราษฎรแบบเดิมที่ยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ได้แก่ สูติบัตร ใบแจ้งการย้าย ที่อยู่ และทะเบียนบ้าน
3. กรณีคนสัญชาติไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือเกิดในต่างประเทศแล้วเดินทางกลับเข้ามา ในประเทศไทย ทั้งที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นคนไทยและไม่มีหลักฐาน
4. กรณีอ้างว่าเป็นคนไทยแต่ไม่มีหลักฐานเอกสารมาแสดง
5. กรณีเด็กอนาถาซึ่งอยู่ในความอุปการะของบุคคล หน่วยงานเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐ
6. กรณีบุคคลที่ลงรายการในทะเบียนบ้านว่า “ตาย” หรือ “จำหน่าย” มาขอเพิ่มชื่อ
7. กรณีคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
8. กรณีคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
9. กรณีที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่ต่อมาได้รับสัญชาติไทย
10. กรณีคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยได้รับการผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง รวมทั้งผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย
ผู้มีหน้าที่แจ้ง
ได้แก่ เจ้าบ้าน หรือผู้ขอเพิ่มชื่อ บิดา หรือมารดา กรณีผู้ขอเพิ่มชื่อเป็นผู้เยาว์ หรือผู้อุปการะ เลี้ยงดู กรณีเด็กอนาถา
สถานที่ยื่นคำร้อง
ได้แก่ สำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่ผู้ขอเพิ่มชื่อมีภูมิลำเนาอยู่ใน ปัจจุบันเว้นแต่
1. กรณีเพิ่มชื่อตามสูติบัตรแบบเดิม ให้ยื่นคำร้องที่สำนักทะเบียนที่ออกสูติบัตรฉบับนั้น
2. กรณีเพิ่มชื่อตามแบบใบแจ้งการย้ายที่อยู่ให้ยื่นคำร้องที่สำนักทะเบียนที่ประสงค์จะขอเพิ่มชื่อ
3. กรณีเพิ่มชื่อตามทะเบียนบ้านแบบเดิม ให้ยื่นคำร้องที่สำนักทะเบียนที่เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ครั้งสุดท้าย
4. กรณีเพิ่มชื่อของผู้ที่ลงรายการจำหน่ายหรือตายไว้แล้ว ให้ยื่นคำร้องที่สำนักทะเบียนที่ผู้นั้นเคยมีชื่อ ในทะเบียนบ้าน ก่อนถูกจำหน่ายรายการ
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ
เอกสารที่ใช้ในการติดต่อ แบ่งเป็น 2 กรณี
กรณีมีหลักฐานมาแสดง
1. บัตรประจำตัวเจ้าบ้านหรือผู้แจ้ง
2. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
3. รูปถ่ายผู้ขอเพิ่มชื่อ 1 รูป (กรณีผู้ขอเพิ่มชื่ออายุเกิน 7 ปี)
4. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านฉบับปีพ.ศ. 2499 , พ.ศ. 2515 หรือ พ.ศ. 2526
5. ใบสูติบัตร (แบบเดิมซึ่งไม่มีเลขประจำตัวประชาชน)
6. ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (แบบเดิมจึงไม่มีเลขประจำตัวประชาชน)
กรณีไม่มีหลักฐานมาแสดง
1. บัตรประจำตัวเจ้าบ้านหรือผู้แจ้ง
2. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
3. รูปถ่ายของผู้ขอเพิ่มชื่อ 1 รูป (กรณีผู้ขอเพิ่มชื่ออายุเกิน 7 ปี)
4. บัตรประจำตัวบิดา มารดา (ถ้ามี)
5. บัตรประจำตัวพยานบุคคลที่ให้การรับรอง
6. เอกสารประกอบ เช่น หลักฐานการศึกษา (ถ้ามี) ส.ด.9 (ถ้ามี)
ขั้นตอนในการติดต่อ
1. การยื่นเอกสารและหลักฐาน
– กรณีมีหลักฐานมาแสดงให้ยื่นต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ผู้ร้องขอเพิ่มชื่อปรากฎรายการในเอกสารนั้น ๆ
– กรณีไม่มีหลักฐานมาแสดงให้ยื่นต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ผู้ร้องอาศัยอยู่ในปัจจุบัน
2. นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐาน
3. ตรวจสอบรายการในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
4. สอบสวนพยานบุคคลที่ให้การรับรอง
5. บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลที่ขอเพิ่มชื่อ ผู้แจ้ง และพยานบุคคลที่ให้การรับรองและให้บุคคลดังกล่าวลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ตามแบบ ท.ร.25
6. รวบรวมหลักฐานเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติในการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน
7. คืนหลักฐานให้ผู้แจ้ง
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารการทะเบียนราษฎร
เอกสารทะเบียนราษฎร ได้แก่ ทะเบียนบ้าน ทะเบียนบ้านกลาง สูติบัตร มรณบัตร ทะเบียนคนเกิด ทะเบียนคนตาย ทะเบียนประวัติคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่น
ผู้ยื่นคำร้อง
– เจ้าบ้าน
– เจ้าของรายการ
– ผู้ปกครอง (กรณียังไม่บรรลุนิติภาวะ)
– ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน หรือเจ้าของประวัติ
สถานที่ยื่นคำร้อง
สำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น แห่งใดก็ได้
หลักฐานประกอบการพิจารณา
(1) บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้ซึ่งมีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำร้อง
(2) เอกสารการทะเบียนราษฎรที่ประสงค์จะให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ
(3) เอกสารราชการที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับรายการที่ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเอกสารดังกล่าว จะจัดทำก่อนหรือหลังเอกสารการทะเบียนราษฎรที่ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้ เช่น ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ ใบสำคัญการจดทะเบียนชื่อสกุล ทะเบียนบ้านฉบับก่อนการให้เลขประจำตัวประชาชน หนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติ ผลการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ เป็นต้น
(4) หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้ ซึ่งมีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชนที่ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องของผู้มอบอำนาจ ในกรณีเจ้าของรายการมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน
(5) หลักฐานการเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ในกรณีเจ้าของรายการ ที่ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นผู้เยาว์และผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่บิดาหรือมารดาของผู้นั้น หรือ
(6) คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาล ในกรณีเจ้าของรายการที่ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็น คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี กรณีผู้ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการไม่มีเอกสารราชการ ให้นายทะเบียนเรียกสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ขอให้นายทะเบียนดำเนินการตามความเหมาะสม
การดำเนินงานของสำนักทะเบียน
1. เมื่อนายทะเบียนได้รับคำร้องพร้อมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ให้ตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องและพยานหลักฐานของผู้ร้อง แล้วรวบรวมเสนอนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นแล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป ทั้งนี้ หากการแก้ใขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสาร การทะเบียนราษฎร ไม่อาจดำเนินการได้แล้วเสร็จในวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง ให้นายทะเบียนออกใบรับคำร้องมอบให้ผู้ยื่นคำร้องไว้เป็นหลักฐาน
2. กรณีนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการตามคำร้อง ให้นายทะเบียนดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วและแจ้งผู้ร้องให้ติดต่อขอรับเอกสารการทะเบียนราษฎรที่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการแล้ว หากเอกสารการทะเบียนราษฎรที่ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการเป็นเอกสารที่จัดทำหรือมีสำเนาคู่ฉบับจัดเก็บไว้ที่สำนักทะเบียนอื่น ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี สำเนาเอกสารการทะเบียนราษฎรที่มี การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการแจ้งไปยังสำนักทะเบียนที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ใขรายการให้ถูกต้องตรงกัน
1. ขอคัดสำเนาหรือคัดและรับรองสำเนาทะเบียนบ้าน ทะเบียนคนเกิดทะเบียนคนตาย ตามมาตรา 6
ฉบับละ 10 บาท
2. ขอคัดสำเนา หรือคัดและรับรองสำเนารายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามมาตรา 14(1)
ฉบับละ 20 บาท
3. การแจ้งการเกิดต่างท้องที่ ตามมาตรา 18 วรรคสาม
ฉบับละ 20 บาท
4. การแจ้งการตายต่างท้องที่ ตามมาตรา 21 วรรคสี่
ฉบับละ 20 บาท
5. การแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทาง ตามมาตรา 30 วรรคสอง
ฉบับละ 20 บาท
6. การแจ้งย้ายที่อยู่ต่างท้องที่ ตามมาตรา 30 วรรคสี่
ฉบับละ 20 บาท
7. ขอรับสำเนาทะเบียนบ้านกรณีชำรุดหรือสูญหาย ตามมาตรา 39 วรรคสอง
ฉบับละ 30 บาท
การบันทึกฐานะแห่งครอบครัว หมายถึง การใด ๆ อันเกี่ยวกับฐานะแห่งครอบครัว (ทะเบียนสมรส หย่า รับรองบุตร รับบุตรบุญธรรมและเลิกรับบุตรบุญธรรม (กรณีบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะ)) ที่ได้ทำขึ้นในต่างประเทศตามแบบกฎหมายแห่งประเทศที่ทำขึ้นนั้นบัญญัติไว้ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศซึ่งได้กระทำการใด ๆ อันเกี่ยวกับฐานะแห่งครอบครัวให้ปรากฏหลักฐานเป็นภาษาไทยในการพิสูจน์หรือให้ได้มาซึ่งสิทธิตามกฎหมาย
เงื่อนไขการบันทึกฐานะแห่งครอบครัว
การใด ๆ อันเกี่ยวกับฐานะแห่งครอบครัวที่ได้กระทำไว้ ณ ต่างประเทศตามแบบกฎหมายแห่งประเทศที่ทำขึ้นบัญญัติไว้ ผู้มีส่วนได้เสียจะขอให้นายทะเบียนบันทึกฐานะแห่งครอบครัวนั้นไว้เป็นหลักฐานก็ได้ แต่ในขณะร้องขอ คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
เอกสารที่ใช้ในการบันทึกฐานะแห่งครอบครัว
- บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้/หนังสือเดินทาง/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว/หรือเอกสารราชการอื่นที่สามารถใช้แสดงตัวบุคคลได้ ของผู้ร้องหรือผู้รับมอบอำนาจและพยาน (กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์โดยกรมการกงสุล กต.)
- หลักฐานอันเกี่ยวกับฐานะแห่งครอบครัวที่ประสงค์จะให้บันทึก (กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์โดยกรมการกงสุล กต.)
- หนังสือรับมอบอำนาจ (กรณีมอบให้บุคคลอื่นมายื่นคำร้องขอบันทึกฐานะแห่งครอบครัว (คร.22))
- พยานบุคคล จำนวน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรู้ในเรื่องการบันทึกฐานะแห่งครอบครัว
ขั้นตอนการบันทึกฐานะแห่งครอบครัว
- การบันทึกฐานะแห่งครอบครัว สามารถยื่นคำร้องต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนเขต ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคคลของผู้ร้องหรือผู้รับมอบอำนาจ และหลักฐานอันเกี่ยวกับฐานะแห่งครอบครัวที่ประสงค์จะให้บันทึก
- นายทะเบียนลงรายการในทะเบียนฐานะแห่งครอบครัว (คร.22) ให้ครบถ้วน
- ให้ผู้ร้องและพยานลงลายมือชื่อในฐานะแห่งครอบครัว (คร.22)
- เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อในทะเบียนฐานะแห่งครอบครัว (คร.22)
ค่าธรรมเนียม
- การบันทึกฐานะแห่งครอบครัว ไม่เสียค่าธรรมเนียม
- การคัดสำเนา ฉบับละ 10 บาท
เงื่อนไขการจดทะเบียนบันทึกฐานะของภริยา
- บุคคลที่จะร้องขอให้บันทึกได้ต้องเป็นสามีภรรยาที่อยู่กินกันก่อนการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 คือก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2478
- การบันทึกนั้น จะบันทึกได้ 2 ฐานะ คือ เอกภริยาหรือภริยาหลวง (บันทึกได้คนเดียว) และอนุภริยา
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนบันทึกฐานะของภริยา
- บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้/หรือเอกสารราชการอื่นที่สามารถใช้แสดงตัวบุคคลได้ ของผู้ร้องและพยาน
- พยานบุคคล จำนวน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรู้ในเรื่องการจดทะเบียนบันทึกฐานะของภริยา
ขั้นตอนการจดทะเบียนบันทึกฐานะของภริยา
- การจดทะเบียนบันทึกฐานะของภริยา สามารถยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอหรือ สำนักทะเบียนเขต ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคคลของผู้ร้องทั้งสองฝ่าย
- นายทะเบียนสามารถรับบันทึกฐานะของภริยาได้เฉพาะสามีภริยาที่มายื่นคำร้องเท่านั้น และสามารถบันทึกได้สองชั้น คือ 1) ภริยาหลวงหรือเอกภริยา ได้แก่ ภริยาที่ทำการสมรสก่อนภริยาอื่น หรือภริยาที่สามียกย่องว่าเป็นภริยาหลวง โดยบันทึกได้เพียงคนเดียว และ 2) ภริยาน้อย อนุภริยา หรือภริยาอื่นนอกจากภริยาหลวง โดยอาจบันทึกได้หลายคน
- นายทะเบียนลงรายการในทะเบียนฐานะของภริยา (คร.20) ให้ครบถ้วน
- ให้ผู้ร้องและพยานลงลายมือชื่อในทะเบียนฐานะของภริยา (คร.20)
- เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อในทะเบียนฐานะของภริยา (คร.20)
ค่าธรรมเนียม
- การจดทะเบียนบันทึกฐานะของภริยา ไม่เสียค่าธรรมเนียม
- การคัดสำเนา ฉบับละ 10 บาท
การจดทะเบียนสมรส
คุณสมบัติของผู้ที่จะจดทะเบียนสมรส
– บุคคลสองคน มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ กรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้
– ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
– ไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาหรือเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาจะทำการสมรสกันไม่ได้
– ผู้รับบุตรบุญธรรมจะทําการสมรสกับบุตรบุญธรรมไม่ได้ (มาตรา 1451)
– คู่สมรส จะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้
– หญิงที่สามีตายหรือการสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่นจะทําการสมรสใหม่ ได้ต่อเมื่อสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่ (มาตรา 1453)
* คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น
* สมรสกับคู่สมรสเดิม
* มีใบรับรองแพทย์ ประกาศนียบัตรหรือปริญญาซึ่งเป็นผู้ประกอบการ รักษาโรคในสาขาเวชกรรมได้ตามกฎหมายว่ามิได้มีครรภ์
* มีคําสั่งของศาลให้สมรสได้
– ผู้เยาว์จะทําการสมรสต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีอํานาจให้ความยินยอมได้ตามกฎหมาย (มาตรา 1454)
สถานที่รับจดทะเบียนสมรส
สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต และสถานฑูต/กงสุลไทยในต่างประเทศ ทุกแห่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนสมรส (กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองการแปล)
– บัตรประจำตัวประชาชน / ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD / หนังสือเดินทาง/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว กรณีเป็นชาวต่างชาติ
– สัญญาก่อนสมรส (ถ้ามี)
– หนังสือรับรองสถานภาพการสมรส (บุคคลสัญชาติอื่น)
– หนังสือยินยอม (กรณีผู้มีอำนาจปกครองไม่สามารถมาให้ความยินยอมต่อหน้าเจ้าหน้าที่ได้)
– พยานบุคคล จำนวน 2 คน
*** กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองการแปลเป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
ค่าธรรมเนียม
– การจดทะเบียนสมรสในสำนักทะเบียน ไม่เสียค่าธรรมเนียม
– การจดทะเบียนสมรสนอกสํานักทะเบียน ฉบับละ 200 บาท โดยให้ผู้ขอจัดพาหนะให้ ถ้าผู้ขอไม่จัดพาหนะให้ ผู้ขอต้องชดใช้ค่าพาหนะให้แก่นายทะเบียนตามสมควร
– การคัดสำเนา ฉบับละ 10 บาท
การจดทะเบียนหย่า
ชายหญิงที่ได้จดทะเบียนสมรสแล้วจะขาดจากการสมรสหรือการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุ 3 ประการ คือ 1) ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย 2) ได้จดทะเบียนการหย่าแล้ว และ 3) ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส
การจดทะเบียนการหย่ากระทําได้ 2 วิธี
1) การจดทะเบียนการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย สามารถดำเนินการได้ 2 วิธี คือ การจดทะเบียนหย่าในสำนักทะเบียนเดียวกัน และการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน
2) การจดทะเบียนการหย่าโดยคําพิพากษาของศาล
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนการหย่า
- บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้/หนังสือเดินทาง/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว/หรือเอกสารราชการอื่นที่สามารถใช้แสดงตัวบุคคลได้ ของผู้ร้องและพยาน (กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์โดยกรมการกงสุล กต.)
- ใบสำคัญการสมรส (ถ้ามี)
- หนังสือสัญญาการหย่า (กรณีหย่าโดยความยินยอม)
- คำสั่งศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด (กรณีหย่าตามคำสั่งศาล)
- สำเนาทะเบียนบ้าน (กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับมาใช้ชื่อสกุลของตนเองจากการใช้ชื่อสกุลของคู่หย่าเฉพาะสำนักทะเบียนที่ตนเองมีชื่อ หรือฝ่ายหญิงเปลี่ยนคำหน้านาม
- พยานบุคคล จำนวน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรู้ในเรื่องความสมัครใจยินยอมของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในการจดทะเบียนการหย่า
ขั้นตอนการจดทะเบียนการหย่า
2.3.1 การจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม ในสำนักทะเบียนเดียวกัน สามารถยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต สถานทูต/กงสุลไทย ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของคู่หย่า
- นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคลลของผู้ร้องทั้งสองฝ่าย หลักฐานการจดทะเบียนสมรสและหนังสือสัญญาหย่า
- นายทะเบียนลงรายการในทะเบียนการหย่า (คร.6) และใบสำคัญการหย่า (คร.7) ให้ครบถ้วน สำหรับในกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองฝ่ายประสงค์จะให้บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สิน อำนาจการปกครองบุตร หรือเรื่องอื่น ให้นายทะเบียนบันทึกไว้ในช่องบันทึก
- ให้ผู้ร้องและพยานลงมือชื่อในทะเบียนการหย่า (คร.6)
- เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อในทะเบียนการหย่า (คร.6) และในใบสำคัญการหย่า (คร.7)
- นายทะเบียนมอบใบสำคัญการหย่า (คร.7) ให้แก่ผู้ร้องฝ่ายละหนึ่งฉบับ
2.3.2 การจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม ต่างสำนักทะเบียน
สำนักทะเบียนแห่งแรก
- สามารถยื่นคำร้องขอจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต สถานทูต/กงสุลไทย ได้ทุกแห่ง
- นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคลลของผู้ร้องทั้งสองฝ่าย หลักฐานการจดทะเบียนสมรสและหนังสือสัญญาหย่า
- นายทะเบียนสอบปากคำผู้ร้องให้ปรากฏว่าเป็นผู้ยื่นคำร้องก่อนและอีกฝ่ายหนึ่งจะไปยื่นคำร้องภายหลัง ณ สำนักทะเบียนแห่งใด
- นายทะเบียนลงรายการของผู้ร้องในทะเบียนการหย่า (คร.6) ซึ่งแยกใช้ต่างหาก ส่วนรายการของฝ่ายที่มิได้มา ให้ลงเฉพาะรายการที่ทราบ
- ให้ผู้ร้องและพยานลงลายมือชื่อไว้ในทะเบียนกาหย่า (คร.6) สำหรับช่องลายมือชื่อของผู้ร้องฝ่ายที่มิได้มา ให้ระบุว่าจะลงลายมือชื่อ ณ สำนักทะเบียนแห่งใด
- เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อในทะเบียนการหย่า (คร.6)
- ระบุข้อความไว้ที่ตอนบนด้านขวาของหน้าทะเบียนว่า “ต่างสำนักทะเบียน”
- แจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าการหย่าดังกล่าวจะมีผลเมื่อคู่หย่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ลงลายมือชื่อ ณ สำนักทะเบียนแห่งที่สองและนายทะเบียนแห่งที่สองได้รับจดทะเบียนการหย่าแล้ว
- นายทะเบียนส่งเอกสารสำเนาคำร้อง สำเนาทะเบียนการหย่า สำเนาหลักฐานแสดงตัวบุคคลของผู้ร้อง สำเนาหลักฐานการจดทะเบียนสมรส และสำเนาหนังสือสัญญาหย่า ไปยังสำนักทะเบียนตามที่ผู้ร้องได้แจ้งว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะไปยื่นคำร้องภายหลัง ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งจะไปยื่นคำร้องภายหลัง ณ สำนักทะเบียนในต่างประเทศ ให้ส่งเอกสารดังกล่าวไปยังสำนักทะเบียนกลางเพื่อดำเนินการต่อไป
- เมื่อได้รับแจ้งผลการจดทะเบียนจากสำนักทะเบียนแห่งที่สองแล้วให้แจ้งผู้ร้องมารับใบสำคัญการหย่า (คร.7) สำหรับในกรณีที่ได้รับแจ้งจากสำนักทะเบียนแห่งที่สองว่าคู่หย่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะจดทะเบียนการหย่าหรือนายทะเบียนมิได้รับคำร้องของบุคคลดังกล่าว ให้แจ้งผู้ร้องทราบ
สำนักทะเบียนแห่งที่สอง
- เมื่อนายทะเบียนได้รับเอกสารจากสำนักทะเบียนแห่งแรกแล้ว ให้แจ้งฝ่ายที่ยังมิได้ลงลายมือชื่อทราบเพื่อยื่นคำร้องขอจดทะเบียนการหย่า
- นายทะเบียนชี้แจงผลของการจดทะเบียนการหย่าให้ผู้ร้องทราบ หากผู้ร้องยังยืนยันที่จะขอจดทะเบียนการหย่า ให้นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคคลของผู้ร้อง และให้ผู้ร้องตรวจสอบความถูกต้องของสำเนาหลักฐานการจดทะเบียนสมรสรวมทั้งหนังสือสัญญาหย่าที่ได้รับจากสำนักทะเบียนแห่งแรก
- นายทะเบียนลงรายการของผู้ร้องทั้งสองฝ่ายในทะเบียนการหย่า (คร.6) และใบสำคัญการหย่า (คร.7) ซึ่งแยกใช้ต่างหาก
- นายทะเบียนดำเนินการจัดทำเอกสารเหมือนกับสำนักทะเบียนแห่งแรกรวมทั้งกำหนดเลขทะเบียนการหย่า
- นายทะเบียนมอบใบสำคัญการหย่า (คร.7) ให้ผู้ร้องหนึ่งฉบับ และส่งเอสารใบสำคัญรหย่า (คร.7) อีกหนึ่งฉบับ และสำเนาทะเบียนการหย่าไปยังสำนักทะเบียนแห่งแรก หากสำนักทะเบียนดังกล่าวเป็นสำนักทะเบียนในต่างประเทศให้ส่งเอกสารนั้นไปยังสำนักทะเบียนกลางเพื่อดำเนินการต่อไป
- ในกรณีที่คู่หย่าฝ่ายที่ยังมิได้ลงลายมือชื่อไม่ประสงค์จะจดทะเบียนการหย่า หรือนายทะเบียนมิได้รับคำร้องภายในหกสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนได้แจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบ ให้แจ้งสำนักทะเบียนแห่งแรกและผู้ร้องทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
2.3.2 การจดทะเบียนหย่าตามคำสั่งศาล
- ผู้ร้องขอจดทะเบียนการหย่าโดยนำสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้สามีภริยาหย่าขาดจากกัน และมีคำรับรองถูกต้องมาแสดงต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต สถานทูต/กงสุลไทย ได้ทุกแห่ง
- นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคคลของผู้ร้อง สำเนาคำพิพากษาและคำรับรองถูกต้อง
- นายทะเบียนลงรายการของคู่หย่าในทะเบียนการหย่า (คร.6) และใบสำคัญการหย่า (คร.7)ให้ครบถ้วน และบันทึกข้อความลงในช่องบันทึกของทะเบียนการหย่า (คร.6) ให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับศาล เลขที่คดี วันเดือนปีที่พิพากษา และสาระสำคัญของคำพิพากษานั้น
- นายทะเบียนดำเนินการดำเนินการจัดทำเอกสารเหมือนกับการหย่าโดยวิธีข้างต้น สำหรับในกรณีที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องเพียงฝ่ายเดียว ให้เก็บรักษาใบสำคัญการหย่า (คร.7) ฉบับที่เหลือไว้ แล้วแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งมารับไป
ค่าธรรมเนียม
- การจดทะเบียนการหย่าทุกกรณี ไม่เสียค่าธรรมเนียม
- การคัดสำเนา ฉบับละ 10 บาท
การขอเปลี่ยนชื่อตัว (ช.3)
หลักเกณฑ์การเปลี่ยนชื่อตัว
1. ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม
2. ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
3. ต้องเป็นคำหรือพยางค์เดียวกัน จะเว้นวรรคไม่ได้
4. ห้ามมิให้ระบุชื่อตัว ร่วมกับหรือประกอบกับคำเชื่อมอักษร สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่มิได้กำหนดไว้ในกฎหมาย ระเบียบ และหนังสือสั่งการเกี่ยวกับทะเบียนชื่อบุคคล
5. ต้องมีความหมายหรือคำแปลที่กำหนดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือพจนานุกรมฉบับอื่น
6. ใช้ตัวสะกดตัวการันต์ถูกต้องตามหลักภาษาไทย
7. ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี และความสงบเรียบร้อยของสังคม
8. ไม่มีเจตนาทุจริต
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ผู้มีสัญชาติไทย ที่ประสงค์จะขอเปลี่ยนชื่อตัว ให้ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
2.2 ตรวจสอบคำขอกับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
2.3 ตรวจสอบชื่อตัวที่ขอเปลี่ยน ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนชื่อตัว (ช.3/1)
3.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว (ช.3)
3.4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 50 บาท
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ บัตรประจำตัวประชาชน
****************************************************
การขอตั้งหรือเปลี่ยนชื่อรอง (ช.3)
หลักเกณฑ์การตั้งหรือเปลี่ยนชื่อรอง
1. ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม
2. ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
3. ต้องไม่พ้องกับชื่อสกุลของบุคคลอื่น เว้นแต่กรณี
3.1 คู่สมรสใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นชื่อรอง เมื่อได้รับความยินยอมจากฝ่ายนั้นแล้ว
3.2 บุตรใช้ชื่อสกุลเดิมของมารดาหรือบิดาเป็นชื่อรองของตน
4. ต้องเป็นคำหรือพยางค์เดียวกัน จะเว้นวรรคไม่ได้
5. ห้ามมิให้ระบุชื่อรอง ร่วมกับหรือประกอบกับคำเชื่อมอักษร สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่มิได้กำหนดไว้ในกฎหมาย ระเบียบ และหนังสือสั่งการเกี่ยวกับทะเบียนชื่อบุคคล
6. ต้องมีความหมายหรือคำแปลที่กำหนดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือพจนานุกรมฉบับอื่น
7. ใช้ตัวสะกดตัวการันต์ถูกต้องตามหลักภาษาไทย
8. ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี และความสงบเรียบร้อยของสังคม
9. ไม่มีเจตนาทุจริต
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ผู้มีสัญชาติไทย ที่ประสงค์จะตั้งหรือเปลี่ยนชื่อรอง ให้ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
2.2 ตรวจสอบคำขอกับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
2.3 ตรวจสอบชื่อรองที่ขอเปลี่ยน ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนชื่อรอง (ช.3/1)
3.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการตั้งหรือเปลี่ยนชื่อรอง (ช.3)
3.4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 50 บาท สำหรับการเปลี่ยนชื่อรอง ส่วนการตั้งชื่อรองไม่เสียค่าธรรมเนียม
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ บัตรประจำตัวประชาชน
****************************************************
การขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลหรือขอตั้งชื่อสกุลใหม่ (ช.2)
หลักเกณฑ์การขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลหรือขอตั้งชื่อสกุลใหม่
1. ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี
2. ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่ ราชทินนามของตน ของผู้บุพการี หรือ ของผู้สืบสันดาน
3. ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว
4. ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลในฐานข้อมูลทะเบียนชื่อบุคคล และฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
5. ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
6. มีพยัญชนะไม่เกินสิบพยัญชนะ เว้นแต่ กรณีใช้ราชทินนามเป็นชื่อสกุล
7. ไม่ต้องห้ามตามประกาศ ดังนี้
7.1 ประกาศห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานนามสกุลใช้ “ณ” นำหน้านามสกุล ลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2458
7.2 ประกาศเพิ่มเครื่องหมายนามสกุลสำหรับราชตระกูล ลงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2458
7.3 ประกาศแก้เครื่องหมายนามสกุลสำหรับราชสกุล ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2467
7.4 ประกาศห้ามมิให้เอานามพระมหานคร และไม่ให้เอาศัพท์ที่ใช้เป็นพระบรมนามาภิไธย มาใช้เป็นนามสกุล ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2458
7.5 ประกาศห้ามไม่ให้เอานามพระมหานคร มาประกอบกับศัพท์อื่นใช้เป็นนามสกุล ลงวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2459
8. ต้องเป็นคำหรือพยางค์เดียวกัน จะเว้นวรรคไม่ได้
9. ห้ามมิให้ระบุชื่อสกุล ร่วมกับหรือประกอบกับคำเชื่อมอักษร สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่มิได้กำหนดไว้ในกฎหมายระเบียบ และหนังสือสั่งการเกี่ยวกับทะเบียนชื่อบุคคล
10. ต้องมีความหมายหรือคำแปลที่กำหนดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือพจนานุกรมฉบับอื่น
11. ใช้ตัวสะกดตัวการันต์ถูกต้องตามหลักภาษาไทย
12. ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี และความสงบเรียบร้อยของสังคม
13. ไม่มีเจตนาทุจริต
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ผู้มีสัญชาติไทย ที่ประสงค์จะขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลหรือขอตั้งชื่อสกุลใหม่ ให้ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
2.2 ตรวจสอบคำขอกับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
2.3 ตรวจสอบชื่อสกุล ที่ขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลหรือขอตั้งชื่อสกุลใหม่ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนชื่อสกุล (ช.2/1)
3.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2)
3.4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100 บาท
4. สำหรับกรณีผู้ขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลใหม่ เคยมีการจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลไว้ ให้ดำเนินการดังนี้
4.1 ให้นายทะเบียนท้องที่ แจ้งผู้ยื่นคำขอให้แจ้งผู้ที่ใช้ชื่อสกุลหรือร่วมใช้ชื่อสกุลทั้งหมดให้เปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิม ตามหลักฐานการเปลี่ยนชื่อสกุลที่มีการแก้ไขไว้ หรือร่วมใช้ชื่อสกุลที่เคยมีการจดทะเบียนไว้ จากนั้นจึงให้ยื่นคำขอจำหน่ายชื่อสกุลดังกล่าว
4.2 แต่หากมีผู้ใช้ชื่อสกุลหรือร่วมใช้ชื่อสกุลประสงค์จะใช้ชื่อสกุลนั้นต่อไป ก็ให้ยื่นคำขอ จำหน่ายสิทธิการเป็นเจ้าของชื่อสกุล
4.3 เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้อง ให้ดำเนินการตามข้อ 3 และเรียกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2) ฉบับเดิมคืน หากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
5. สำหรับกรณีผู้ขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลใหม่ เคยมีการร่วมชื่อสกุลไว้ ให้ดำเนินการดังนี้
5.1 ให้นายทะเบียนท้องที่ แจ้งผู้ยื่นคำขอให้แจ้งผู้ที่ใช้ชื่อสกุลตามทั้งหมดให้เปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิม ตามหลักฐานการเปลี่ยนชื่อสกุลที่มีการแก้ไขไว้ จากนั้นจึงให้ยื่นคำขอจำหน่ายการร่วมใช้ชื่อสกุล
5.2 เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้อง ให้ดำเนินการตามข้อ 3 และเรียกหนังสือสำคัญแสดงการร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4) คืน หากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2) ฉบับเดิม หรือหลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหาย กรณีผู้ยื่นคำขอเคยจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลไว้
3. หนังสือสำคัญแสดงการร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4) หากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความ เอกสารสูญหายแทน กรณีผู้ยื่นคำขอเคยร่วมใช้ชื่อสกุลไว้
****************************************************
การอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล กรณี เจ้าของชื่อสกุลมีชีวิต (ช.6)
หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล กรณีเจ้าของชื่อสกุลมีชีวิต
ผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุล จะอนุญาตให้ผู้มีสัญชาติไทยผู้ใดร่วมใช้ชื่อสกุลของตนก็ได้
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ให้เจ้าของชื่อสกุล ที่ได้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลหรือตั้งชื่อสกุลใหม่ไว้แล้ว ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 พร้อมหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุลตามแบบ ช.2 ของตน ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. เมื่อนายทะเบียนท้องที่ได้รับคำขอและหลักฐานตามข้อ 1 แล้วให้ดำเนินการ ดังนี้
2.1 ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
2.2 ตรวจสอบคำขอของผู้ยื่นคำขอและผู้ขอร่วมใช้ชื่อสกุล กับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
2.3 ตรวจสอบหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุลตามแบบ ช.2
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนอนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.6/1)
3.3 ออกหนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.6) ให้แก่เจ้าของชื่อสกุล เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ที่จะขอร่วมใช้ชื่อสกุล
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
บัตรประจำตัวประชาชน
หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2)
****************************************************
การอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุลกรณี เจ้าของชื่อสกุลตายหรือศาลมีคำสั่งถึงที่สุดว่าเป็นผู้สาบสูญ (ช.7 และ ช.6)
หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล กรณีเจ้าของชื่อสกุลตายหรือศาลมีคำสั่งถึงที่สุดว่าเป็นผู้สาบสูญ
ผู้สืบสันดานที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุล ในลำดับที่ใกล้ชิดที่สุด ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลนั้น จะอนุญาตให้ผู้มีสัญชาติไทยผู้ใดร่วมใช้ชื่อสกุลของตนก็ได้
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ให้ผู้สืบสันดานที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุล ในลำดับที่ใกล้ชิดที่สุด ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลนั้น ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน พร้อมด้วยหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุลตามแบบ ช.2 ของเจ้าของชื่อสกุล และหลักฐานทางราชการที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุลได้ เช่น ทะเบียนสมรส (ของบิดามารดา) ทะเบียนรับรองบุตร หรือคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตร
2. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
2.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
2.2 บันทึกในทะเบียนรับรองเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.7/1)
2.3 ออกหนังสือรับรองเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.7) ให้แก่ผู้ยื่นคำขอ
2.4 ให้ผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 พร้อมหนังสือรับรองเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.7) ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่ได้รับคำขอและหลักฐานตามข้อ 3 แล้วเห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
3.2 ตรวจสอบคำขอของผู้ยื่นคำขอและผู้ขอร่วมใช้ชื่อสกุล กับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
3.3 เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.4 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.5 บันทึกในทะเบียนอนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.6/1)
3.6 ออกหนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.6) ให้แก่ผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ที่จะขอร่วมใช้ชื่อสกุล
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1. หนังสือรับรองเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.7)
1.1 บัตรประจำตัวประชาชน
1.2 หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2) ของเจ้าของชื่อสกุล
1.3 หลักฐานทางราชการที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุลได้ เช่น ทะเบียนสมรส (ของบิดามารดา) ทะเบียนรับรองบุตร หรือคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตร
2. การขอหนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.6)
2.1 บัตรประจำตัวประชาชน
2.2 หนังสือรับรองเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.7)
****************************************************
การขอร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4)
หลักเกณฑ์การขอร่วมใช้ชื่อสกุล
ผู้ขอร่วมใช้ชื่อสกุลที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.6) จากเจ้าของชื่อสกุล กรณีเจ้าของชื่อสกุลมีชีวิต หรือจากผู้มีสิทธิอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ชื่อสกุล กรณีเจ้าของชื่อสกุลตายหรือศาลมีคำสั่งถึงที่สุดว่าเป็นผู้สาบสูญ
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ให้ผู้ขอร่วมใช้ชื่อสกุล ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน พร้อมหนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุลตามแบบ ช.6
2. เมื่อนายทะเบียนท้องที่ได้รับคำขอและหลักฐานตามข้อ 1 แล้วให้ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
2.2 ตรวจสอบคำขอ กับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
2.3 ตรวจสอบหนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุลตามแบบ ช.6
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4/1)
3.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4)
3.4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100 บาท
4. สำหรับกรณีผู้ขอร่วมใช้ชื่อสกุล เคยมีการร่วมชื่อสกุลไว้ ให้ดำเนินการดังนี้
4.1 ให้นายทะเบียนท้องที่ แจ้งผู้ยื่นคำขอให้แจ้งผู้ที่ใช้ชื่อสกุลตามทั้งหมดให้เปลี่ยนกลับไปใช้ ชื่อสกุลเดิม ตามหลักฐานการเปลี่ยนชื่อสกุลที่มีการแก้ไขไว้ จากนั้นจึงให้ยื่นคำขอจำหน่ายการร่วมใช้ชื่อสกุล
4.2 เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้อง ให้ดำเนินการตามข้อ 3 และเรียกหนังสือสำคัญแสดงการร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4) ฉบับเดิมคืนหากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. หนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.6)
3. หนังสือสำคัญแสดงการร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4) ฉบับเดิม หากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความ เอกสารสูญหายแทน กรณีผู้ยื่นคำขอเคยร่วมใช้ชื่อสกุลไว้
****************************************************
การเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) กรณี การสมรส และกรณี กลับมาใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
หลักเกณฑ์การเปลี่ยนชื่อสกุลกรณีการสมรส และกรณีกลับมาใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
1. คู่สมรส มีสิทธิใช้ชื่อสกุลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ตกลงกัน หรือต่างฝ่ายต่างใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
2. การตกลงตามข้อ 1 จะกระทำเมื่อมีการสมรสหรือในระหว่างสมรสก็ได้ และจะตกลงเปลี่ยนแปลงในภายหลังก็ได้
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ให้คู่สมรสที่ประสงค์จะใช้ชื่อสกุลของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หรือคู่สมรสฝ่ายที่จะกลับมาใช้ชื่อสกุลเดิมของตน ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ
2.2 เรียกตรวจหลักฐานการสมรส
2.3 เรียกบันทึกข้อตกลงตามเงื่อนไขการสมรส กรณีใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบันทึกเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในการใช้ชื่อสกุล กรณีกลับมาใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
2.4 ตรวจสอบคำขอ กับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร และฐานข้อมูลทะเบียนครอบครัว
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5/1)
3.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5)
3.4 กรณีกลับมาใช้ชื่อสกุลเดิมของตน เนื่องจากเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในการใช้ชื่อสกุลภายหลังการสมรส ให้เรียก ช.5 ฉบับเดิมคืน หากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
3.5 การเปลี่ยนชื่อสกุลครั้งแรกหลังจากการจดทะเบียนสมรส ไม่เสียค่าธรรมเนียม การเปลี่ยน ครั้งต่อ ๆ ไปเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 50 บาท
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. หลักฐานการสมรส
3. บันทึกข้อตกลงตามเงื่อนไขการสมรส กรณีใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบันทึกเปลี่ยงแปลงข้อตกลงในการใช้ชื่อสกุล กรณีกลับมาใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
4. หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) ฉบับเดิม หากสูญหายให้ใช้หลักฐาน การแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
****************************************************
การเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) กรณี การสิ้นสุดการสมรส ด้วยการหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส
หลักเกณฑ์การเปลี่ยนชื่อสกุลกรณีการสิ้นสุดการสมรส ด้วยการหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส
เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ให้ฝ่ายซึ่งใช้ชื่อสกุล ของอีกฝ่ายหนึ่งกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ให้คู่สมรสซึ่งใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่ง ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนขอผู้ยื่นคำขอ
2.2 เรียกตรวจหลักฐานการสิ้นสุดการสมรส เช่น ใบสำคัญการหย่า หรือคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล
2.3 ตรวจสอบคำขอ กับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร และฐานข้อมูลทะเบียนครอบครัว
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5/1)
3.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5)
3.4 เรียก ช.5 ฉบับเดิมคืน หากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
3.6 ไม่เสียค่าธรรมเนียม
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. หลักฐานการสิ้นสุดการสมรส เช่น ใบสำคัญการหย่า หรือคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล
3. หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) ฉบับเดิม หากสูญหายให้ใช้หลักฐาน การแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
****************************************************
การเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) กรณี การสิ้นสุดการสมรส ด้วยความตาย
หลักเกณฑ์การเปลี่ยนชื่อสกุลกรณีการสิ้นสุดการสมรส ด้วยความตาย
เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย ให้ฝ่ายซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่ง มีสิทธิใช้ชื่อสกุลนั้นได้ต่อไป แต่เมื่อจะสมรสใหม่ให้กลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
ขั้นตอน/วิธีการ
1. เมื่อคู่สมรสฝ่ายซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่ง จะสมรสใหม่ ให้ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 พร้อมหลักฐานการตายของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนขอผู้ยื่นคำขอ
2.2 ตรวจสอบหลักฐานการตายของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง
2.3 ตรวจสอบคำขอ กับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร และฐานข้อมูลทะเบียนครอบครัว
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5/1)
3.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5)
3.4 เรียก ช.5 ฉบับเดิมคืน หากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
3.5 ไม่เสียค่าธรรมเนียม
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. หลักฐานการตายของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง
3. หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) ฉบับเดิม หากสูญหายให้ใช้หลักฐาน การแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
****************************************************
การเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5)กรณี การรับรองบุตร การรับบุตรบุญธรรม การเลิกรับบุตรบุญธรรม การเปลี่ยนชื่อสกุลตามบิดา และการเปลี่ยนชื่อสกุลตามมารดา
หลักเกณฑ์การเปลี่ยนชื่อสกุลกรณี การรับรองบุตร การรับบุตรบุญธรรม การเลิกรับบุตรบุญธรรม การเปลี่ยนชื่อสกุลตามบิดา และการเปลี่ยนชื่อสกุลตามมารดา
ผู้มีสัญชาติไทย ที่ประสงค์จะเปลี่ยนชื่อสกุลด้วยเหตุการรับรองบุตร การรับบุตรบุญธรรม การเลิกรับ-บุตรบุญธรรม การเปลี่ยนชื่อสกุลตามบิดา หรือการเปลี่ยนชื่อสกุลตามมารดา
ขั้นตอน/วิธีการ
1. ให้ผู้ที่ประสงค์จะเปลี่ยนชื่อสกุล ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนขอผู้ยื่นคำขอ
2.2 เรียกตรวจหลักฐานการขอเปลี่ยนชื่อสกุล เช่น หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2) หนังสือสำคัญแสดงการร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4) หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) สำเนาทะเบียนรับรองบุตร (คร.11) สำเนาทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (คร.14) สำเนาทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม (คร.17) หรือหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี
2.3 ตรวจสอบคำขอ กับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร และฐานข้อมูลทะเบียนครอบครัว
2.4 หากมีหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) ฉบับเดิมให้เรียกคืน หากสูญหายให้เรียกหลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
3. เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถู
3.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
3.2 บันทึกในทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5/1)
3.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5)
3.4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100 บาท
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. หลักฐานการขอเปลี่ยนชื่อสกุล เช่น หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2) หนังสือสำคัญแสดงการร่วมใช้ชื่อสกุล (ช.4) หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) สำเนาทะเบียนรับรองบุตร (คร.11) สำเนาทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (คร.14) สำเนาทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม (คร.17) หรือหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี
3. หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล (ช.5) ฉบับเดิม (ถ้ามี) หากสูญหายให้ใช้หลักฐานการแจ้งความเอกสารสูญหายแทน
****************************************************
การขอหนังสือรับรองการขอเปลี่ยนชื่อตัวของคนต่างด้าว (ช.8)
หลักเกณฑ์การขอหนังสือรับรองการขอเปลี่ยนชื่อตัวของคนต่างด้าว
1. คนต่างด้าว ที่ประสงค์จะขอหลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว เพื่อประกอบการขอแปลงสัญชาติหรือขอกลับคืนสัญชาติไทย
2. ชื่อตัวที่ขอเปลี่ยนต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
2.1 ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม
2.2 ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
2.3 ต้องเป็นคำหรือพยางค์เดียวกัน จะเว้นวรรคไม่ได้
2.4 ห้ามมิให้ระบุชื่อตัว ร่วมกับหรือประกอบกับคำเชื่อมอักษร สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่มิได้กำหนดไว้ในกฎหมาย ระเบียบ และหนังสือสั่งการเกี่ยวกับทะเบียนชื่อบุคคล
2.5 ต้องมีความหมายหรือคำแปลที่กำหนดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือ พจนานุกรมฉบับอื่น
2.6 ใช้ตัวสะกดตัวการันต์ถูกต้องตามหลักภาษาไทย
2.7 ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี และความสงบเรียบร้อยของสังคม
2.8 ไม่มีเจตนาทุจริต
ขั้นตอน/วิธีการ
1.ให้คนต่างด้าวที่ประสงค์จะขอหลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในหลักฐานตามที่ทางราชการกำหนด
2.ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ ดังนี้
2.1 เรียกตรวจใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหลักฐานเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้
2.2 ตรวจสอบหลักฐานคำขอแปลงสัญชาติ หรือขอกลับคืนสัญชาติไทยและเหตุผล
2.3 ตรวจสอบคำขอกับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
2.4 ตรวจสอบชื่อตัวที่ขอเปลี่ยน ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
3.เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 สั่งในคำขอโดยมีเงื่อนไขว่า อนุญาตต่อเมื่อได้รับการแปลงสัญชาติหรือกลับคืนสัญชาติไทย
3.2 บันทึกในทะเบียนรับรองการขอเปลี่ยนชื่อตัวของคนต่างด้าว (ช.8/1)
3.3 ออกหนังสือรับรองการขอเปลี่ยนชื่อตัวของคนต่างด้าว (ช.8)
3.4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 50 บาท
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1.การขอหนังสือรับรองการขอเปลี่ยนชื่อตัวของคนต่างด้าว (ช.8)
1.1 ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหลักฐานเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้
1.2 คำขอแปลงสัญชาติ หรือขอกลับคืนสัญชาติไทย
2.การขอเปลี่ยนชื่อตัว (ช.3)
• หลักฐานการได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติหรือกลับคืนสัญชาติไทย
****************************************************
การขอจดทะเบียนชื่อสกุลของคนต่างด้าว (ช.9)
หลักเกณฑ์การขอหนังสือรับรองการขอจดทะเบียนชื่อสกุลของคนต่างด้าว
1.คนต่างด้าว ที่ประสงค์จะขอหลักฐานการขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุล เพื่อประกอบการขอแปลงสัญชาติ หรือขอกลับคืนสัญชาติไทย
2.ชื่อสกุลที่ขอจดทะเบียนต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
2.1 ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี
2.2 ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่ ราชทินนามของตน ของผู้บุพการี หรือของผู้สืบสันดาน
2.3 ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว
2.4 ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลในฐานข้อมูลทะเบียนชื่อบุคคล และฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
2.5 ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
2.6 มีพยัญชนะไม่เกินสิบพยัญชนะ เว้นแต่ กรณีใช้ราชทินนามเป็นชื่อสกุล
2.7 ไม่ต้องห้ามตามประกาศ ดังนี้
- ประกาศห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานนามสกุลใช้ “ณ” นำหน้านามสกุล ลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2458
- ประกาศเพิ่มเครื่องหมายนามสกุลสำหรับราชตระกูล ลงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2458
- ประกาศแก้เครื่องหมายนามสกุลสำหรับราชสกุล ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2467
- ประกาศห้ามมิให้เอานามพระมหานคร และไม่ให้เอาศัพท์ที่ใช้เป็นพระบรมนามาภิไธยมาใช้เป็นนามสกุล ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2458
- ประกาศห้ามไม่ให้เอานามพระมหานคร มาประกอบกับศัพท์อื่นใช้เป็นนามสกุล ลงวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2459
2.8 ต้องเป็นคำหรือพยางค์เดียวกัน จะเว้นวรรคไม่ได้
2.9 ห้ามมิให้ระบุชื่อสกุล ร่วมกับหรือประกอบกับคำเชื่อมอักษร สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่มิได้กำหนดไว้ใน2.กฎหมาย ระเบียบ และหนังสือสั่งการเกี่ยวกับทะเบียนชื่อบุคคล
2.10 ต้องมีความหมายหรือคำแปลที่กำหนดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือพจนานุกรมฉบับอื่น
2.11 ใช้ตัวสะกดตัวการันต์ถูกต้องตามหลักภาษาไทย
2.12 ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี และความสงบเรียบร้อยของสังคม
2.13 ไม่มีเจตนาทุจริต
ขั้นตอน/วิธีการ
1.ให้คนต่างด้าวที่ประสงค์จะขอหลักฐานการขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุล ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในหลักฐานตามที่ทางราชการกำหนด
2.ให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการ
2.1 เรียกตรวจใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหลักฐานเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้
2.2 ตรวจสอบหลักฐานคำขอแปลงสัญชาติ หรือขอกลับคืนสัญชาติไทยและเหตุผล
2.3 ตรวจสอบคำขอกับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร
2.4 ตรวจสอบชื่อสกุล ที่ขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุล ต้องเป็นไปตามหลักเณฑ์ที่กำหนด
3.เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ
3.1 สั่งในคำขอโดยมีเงื่อนไขว่า อนุญาตต่อเมื่อได้รับการแปลงสัญชาติหรือกลับคืนสัญชาติไทย
3.2 บันทึกในทะเบียนรับรองการขอจดทะเบียนชื่อสกุลของคนต่างด้าว (ช.9/1)
3.3 ออกหนังสือรับรองการขอจดทะเบียนชื่อสกุลของคนต่างด้าว (ช.9)
3.4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100 บาท
4.เมื่อคนต่างด้าวนั้นได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติหรือกลับคืนสัญชาติไทยแล้ว ให้ยื่นคำขอตามแบบ ช.1 ต่อนายทะเบียนท้องที่อีกครั้งหนึ่ง พร้อมหลักฐานการได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติหรือกลับคืนสัญชาติไทย
5.เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้องให้ดำเนินการ
5.1 สั่งอนุญาตในคำขอ
5.2 บันทึกในทะเบียนชื่อสกุล (ช.2/1)
5.3 ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (ช.2)
5.4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100 บาท
เอกสารประกอบการยื่นคำขอ
1.การขอหนังสือรับรองการขอจดทะเบียนชื่อสกุลของคนต่างด้าว (ช.9)
1.1 ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหลักฐานเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้
1.2 คำขอแปลงสัญชาติ หรือขอกลับคืนสัญชาติไทย
2.การขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุล (ช.2)
• หลักฐานการได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติหรือกลับคืนสัญชาติไทย
พินัยกรรม คือ คำสั่งครั้งสุดท้าย ซึ่งแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินหรือ กิจการต่าง ๆของผู้ทำพินัยกรรม เพื่อที่จะเกิดผลบังคับตามกฎหมายในเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย โดยทำแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ (ป.พ.พ. มาตรา 1646 – 1648)
แบบของพินัยกรรม มี 5 แบบ คือ
1.พินัยกรรมแบบธรรมดา (ป.พ.พ. มาตรา 1656)
2.พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ (ป.พ.พ. มาตรา 1657)
3.พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง (ป.พ.พ. มาตรา 1658)
4.พินัยกรรมทำเป็นเอกสารลับ (ป.พ.พ. มาตรา 1660)
5.พินัยกรรมทำด้วยวาจา (ป.พ.พ. มาตรา 1663)
พินัยกรรมทั้ง 5 แบบนี้ ทางอำเภอมีหน้าที่เกี่ยวข้องเพียง 3 แบบ คือ แบบที่ 3 , 4 และ 5 ส่วนแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ทางอำเภอไม่ต้องเกี่ยวข้อง
[1] พินัยกรรมแบบธรรมดา
หลักเกณฑ์การทำ
1. ต้องทำเป็นหนังสือ โดยจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ (จะเขียนหรือพิมพ์เป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศก็ได้)
2. ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ เพื่อพิสูจน์ความสามารถของผู้ทำ
3. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน จะลงลายมือชื่อหรือพิมพ์นิ้วมือก็ได้ แต่จะใช้ตราประทับแทนการลงชื่อหรือเครื่องหมายแกงไดไม่ได้ และพยานที่จะลงลายมือชื่อ ในพินัยกรรมจะพิมพ์ลายนิ้วมือหรือใช้ตราประทับ หรือลงแกงได หรือลงเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการ ลงชื่อไม่ได้ จะต้องลงลายมือชื่ออย่างเดียว
4. การขูด ลบ ตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น ซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ในขณะ ที่ขูด ลบ ตกเติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น ได้ลงวัน เดือน ปี และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานอย่างน้อยสองคนนั้นต้องลง ลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น (ต้องเป็นพินัยกรรมแล้ว)ลายพิมพ์นิ้วมือของผู้เป็นโรคเรื้อน (ไม่มีลายนิ้วมือ) หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองถูกต้องย่อมใช้ไม่ได้
[2] พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
หลักเกณฑ์การทำ
1. ต้องทำเป็นเอกสาร คือ ทำเป็นหนังสือ โดยจะใช้ภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศก็ได้
2. ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับจะพิมพ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้เขียนหนังสือไม่ได้ ไม่สามารถจะทำพินัยกรรมแบบนี้ได้ พินัยกรรมแบบนี้จะมีพยานหรือไม่มีก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ ห้ามไว้
3. ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำลงเพื่อพิสูจน์ความสามารถ และการทำก่อนหลังฉบับอื่น
4. ต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ หรือแกงได หรือเครื่องหมายอย่างอื่นไม่ได้
5. การขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำ พินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้
– การขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่มิได้ทำด้วยตนเอง หรือลงลายมือชื่อกำกับไว้เท่านั้นที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนข้อความเดิมหรือพินัยกรรมยังคงใช้บังคับได้ตามเดิม ไม่ทำให้โมฆะทั้งฉบับ
[3] พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง
การขอทำพินัยกรรมเป็นเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องขอให้กรมการอำเภอ (นายอำเภอ) อำเภอใดก็ได้ ดำเนินการให้ตามความประสงค์ ดังนี้
คำอธิบายขั้นตอนการทำพินัยกรรมเป็นเอกสารฝ่ายเมือง
1. ผู้ทำพินัยกรรม แจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่นายอำเภอต่อหน้า พยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
2. นายอำเภอจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบแล้วนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้น ให้ผู้ทำ พินัยกรรมและพยานฟัง
3. เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่า ข้อความที่นายอำเภอจดนั้นเป็นการถูกต้องตรงกัน กับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
4. ข้อความที่นายอำเภอจดไว้นั้น ให้นายอำเภอลงลายมือชื่อ และลงวัน เดือน ปี จดลงไว้ด้วยตนเอง เป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ข้างต้น แล้วประทับตราตำแหน่ง ไว้เป็นสำคัญ
– การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ไม่จำเป็นต้องทำในที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอเสมอไป ถ้าผู้ทำร้องขอจะทำนอกที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอก็ได้ เมื่อทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว ถ้าผู้ทำพินัยกรรม ไม่มีความประสงค์จะขอรับเอาไปเก็บรักษาเองโดยทันทีแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอจัดเก็บรักษา พินัยกรรมนั้นไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอก็ได้
– เมื่อความปรากฏว่า ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้ว ผู้จัดการมรดก หรือผู้ได้รับทรัพย์มรดก โดยพินัยกรรม หรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด หรือผู้ซึ่งทำพินัยกรรมให้ จะขอรับพินัยกรรม ไปไว้ โดยแสดงหลักฐานการตายของผู้ทำพินัยกรรม เมื่อสอบสวนเป็นที่พอใจแล้ว ให้นายอำเภอมอบ พินัยกรรมนั้นให้ไป
[4] พินัยกรรมทำแบบเอกสารลับ
คำอธิบายขั้นตอนการทำพินัยกรรมแบบเอกสารลับ
เมื่อมีผู้ประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นเอกสารลับ ให้ผู้นั้นแสดงความจำนงตามแบบของเจ้าพนักงาน ยื่นต่อกรมการอำเภอ (นายอำเภอ) ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอแล้วปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
1. ต้องมีข้อความเป็นพินัยกรรมและลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม
2. ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรม แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก
3. ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้น ไปแสดงต่อนายอำเภอและพยานอย่างน้อย 2 คนและ ให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดนั้นว่าเป็นพินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมเขียนเอง โดยตลอด ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งนามและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย
4. เมื่อนายอำเภอจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม และวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมมาแสดงไว้ในซองพับ และประทับตราประจำตำแหน่ง แล้วนายอำเภอผู้ทำพินัยกรรม และพยานลงลายมือชื่อบนซองนั้น
– บุคคลผู้เป็นทั้งใบ้ และหูหนวก หรือผู้ที่พูดไม่ได้ มีความประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นเอกสารลับ ก็ได้ โดยให้ผู้นั้นเขียนด้วยตนเองบนซองพินัยกรรมต่อหน้านายอำเภอ และพยานอย่างน้อย 2 คน ว่า พินัยกรรมที่ผนึกนั้นเป็นของตน แทนการให้ถ้อยคำ
– ถ้าผู้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารลับประสงค์ขอรับไปทันที ก็ให้นายอำเภอมอบให้ไปได้ โดยให้ผู้ทำ พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ประสงค์ขอรับไปทันที ก็ให้นายอำเภอมอบให้ไปได้ โดยให้ผู้ทำพินัยกรรม ลงลายมือชื่อรับในสมุดทะเบียน
[5] พินัยกรรมทำด้วยวาจา
คำอธิบายขั้นตอนการทำพินัยกรรมด้วยวาจา
เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กฎหมายกำหนด ไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม ซึ่งในพฤติการณ์เช่นนี้ ผู้ทำพินัยกรรมไม่อาจหาเครื่องมือเครื่องเขียนได้ทันท่วงที หรือกว่าจะหาได้ก็ถึงตายเสียก่อน ผู้ทำ พินัยกรรมสามารถทำพินัยกรรมด้วยวาจาได้ ดังนี้
1. ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน ซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น
2. พยานทั้งหมดต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอโดยมิชักช้า และแจ้งให้นายอำเภอทราบถึง ข้อความเหล่านี้
– ข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจา
– วัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรม
– พฤติการณ์พิเศษที่ขัดขวางมิให้สามารถทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นด้วย
3. ให้นายอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งไว้ และพยานทั้งหมดนั้นต้องลงลายมือชื่อ ถ้าลงลายมือชื่อไม่ได้ จะลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรอง 2 คนก็ได้ และความสมบูรณ์แห่งพินัยกรรมนี้ ย่อมสิ้นไป เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะที่จะทำพินัยกรรมตาม แบบอื่นที่กฎหมายกำหนดไว้
การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก
คำอธิบายขั้นตอนการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก
ให้ผู้ประสงค์จะตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก ให้ผู้นั้นยื่นคำร้องแสดงความจำนงตามแบบ ของเจ้าพนักงานต่อนายอำเภอ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกนั้น อาจทำได้ 2 วิธี
1 โดยพินัยกรรม
2 โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
การตัดทายาทโดยธรรมตามข้อ 1 จะทำตามแบบพินัยกรรมแบบใด ๆ ก็ได้ โดยระบุตัดทายาท ที่ถูกตัดไว้ให้ชัดแจ้ง
การตัดทายาทโดยธรรมตามข้อ 2 นั้น ผู้ทำพินัยกรรมจะทำเป็นหนังสือด้วยตนเอง แล้วนำไป มอบแก่นายอำเภอ หรือจะให้นายอำเภอจัดทำไว้ให้ก็ได้
การถอนการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก
คำอธิบายขั้นตอนการถอนการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก
ผู้ประสงค์จะถอนการตัดทายาทโดยธรรมของตนมิให้รับมรดก ซึ่งได้แสดงเจตนาไว้แล้ว สามารถกระทำได้ดังนี้
1. ถ้าการตัดมิให้รับมรดกนั้นได้ทำโดยพินัยกรรม จะถอนเสียได้ก็แต่โดยพินัยกรรมเท่านั้น
2. ถ้าการตัดมิให้รับมรดกได้ทำเป็นหนังสือมอบให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การถอนจะทำโดย พินัยกรรม หรือทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้
การสละมรดก
คำอธิบายขั้นตอนการสละมรดก
เมื่อมีผู้ประสงค์จะทำการสละมรดก ให้ทำคำร้องแสดงความจำนงตามแบบของเจ้าพนักงานต่อ นายอำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ การแสดงเจตนาสละมรดกทำได้ 2 วิธี คือ
1. ทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำเอง หรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำให้ก็ได้
2. ทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
การสละมรดกนั้นจะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดยมีเงื่อนไข หรือมีเงื่อนเวลาไม่ได้ และเมื่อสละแล้ว จะถอนไม่ได้
อัตราค่าธรรมเนียม
1. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองในที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือเขต ฉบับละ 50 บาท ถ้าทำเป็นคู่ฉบับ ฉบับละ 10 บาท
2. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนอกที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือเขต ฉบับละ 100 บาท ถ้าทำเป็นคู่ฉบับ ฉบับละ 20 บาท
3. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารลับ ฉบับละ 20 บาท
4. ทำหนังสือตัดทายาทหรือถอนการตัดทายาทโดยธรรม มิให้ได้รับมรดก ฉบับละ 20 บาท หรือสละมรดก
5. ค่ารับมอบเก็บรักษาเอกสารที่ระบุไว้ใน (4) ฉบับละ 20 บาท
6. ค่าคัดและรับรองสำเนาพินัยกรรมหรือเอกสารที่ระบุไว้ใน (4) ฉบับละ 10 บาท
7. ค่าป่วยการพยานและล่าม ให้ได้แก่พยานและล่ามเฉพาะที่ทางอำเภอจัดหาให้ โดยพิจารณาจ่ายตามรายได้และฐานะของพยานและล่าม ซึ่งสมควรได้รับ ค่าป่วยการในการมาอำเภอ ไม่เกินวันละ 50 บาท กลับด้านบน
การจัดตั้งศาลเจ้า
ขั้นตอนการติดต่อ
เจ้าของศาลเจ้าเอกชนยื่นคำร้องแสดงความประสงค์จะยกศาลเจ้าพร้อมที่ดินและทรัพย์สินให้เป็นศาลเจ้าที่อยู่ในความดูแลของทางราชการ ให้ยื่นเรื่องราว ณ อำเภอ/เขตแห่งท้องที่ที่ศาลเจ้าตั้งอยู่
การอุทิศที่ดินให้เป็นสมบัติของศาลเจ้า
ขั้นตอนการติดต่อ
1) ผู้ยื่นเรื่องราว ณ อำเภอหรือเขตที่ศาลเจ้าตั้งอยู่
2) สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน
3) รายละเอียดของที่ดินที่จะอุทิศพร้อมโฉนดแสดงกรรมสิทธิ์หรือหลักฐานสำคัญที่ดิน
การแต่งตั้งผู้จัดการปกครองศาลเจ้า ผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้า
ในเขตกรุงเทพมหานคร
ขั้นตอนการติดต่อ
– ผู้ยื่นเรื่องราวดำเนินการดังนี้
1) ยื่นคำร้อง ณ เขตที่ศาลเจ้าตั้งอยู่
2) สำเนาหรือภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ ซึ่งสามารถใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน
3) ภาพถ่ายสำเนาทะเบียนบ้าน
4) หนังสือรับรองจากนายอำเภอ ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตที่แสดงว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติที่ไม่ขัดต่อ ข้อ 12 แห่งกฎเสนาบดี ว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. 2463
นอกเขตกรุงเทพมหานคร
ขั้นตอนการติดต่อ
– ผู้ยืนเรื่องราวดำเนินการดังนี้
1) ยื่นคำร้อง ณ เขตที่ศาลเจ้าตั้งอยู่
2) สำเนาหรือภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ ซึ่งสามารถใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน
3) ภาพถ่ายสำเนาทะเบียนบ้าน
4) หนังสือรับรองจากนายอำเภอ ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขต ที่แสดงว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติที่ไม่ขัดต่อข้อ 12 แห่งกฎเสนาบดี ว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ.2463
ข้อ 12 แห่งกฎเสนาบดี
ผู้ที่สมควรจะเป็นผู้จัดการปกครอง และผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าได้นั้น ต้องประกอบพร้อม ด้วยองค์คุณสมบัติ คือ
1) ต้องเป็นผู้มีความเคารพนับถือในลัทธินั้น
2) ต้องเป็นคนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป
3) ต้องเป็นคนมีหลักฐานในอาชีวะ หรือมีหลักทรัพย์ดี
4) ต้องเป็นคนที่ไม่เคยต้องคำพิพากษาของศาล ฐานเป็นอั้งยี่ หรือซ่องโจรผู้ร้าย ลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ สลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยังยอกทรัพย์ หรือรับของโจร และไม่เคยโต้เถียงกรรมสิทธิ์ที่ศาลเจ้า
5) ต้องเป็นคนที่อยู่ใต้บังคับกฎหมายฝ่ายไทย
กฎหมายที่ให้อำนาจการอนุญาต หรือที่เกี่ยวข้อง
1) กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. 2463
2) ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเงินของศาลเจ้า พ.ศ. 2520
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยืนคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต
1. ต้องเป็นผู้มีความเคารพนับถือในลัทธินั้น
2. ต้องเป็นคนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป
3. ต้องเป็นคนที่มีหลักฐานในอาชีวะหรือมีหลักทรัพย์ดี
4. ต้องเป็นคนที่ไม่เคยต้องคำพิพากษาของศาลฐานเป็นอั้งยี่ หรือซ่องโจร ผู้ร้ายลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ปล้นทรัพย์ กรรโชค ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ หรือรับของโจร และไม่เคยโต้เถียงกรรมสิทธิ์ศาลเจ้า
5. ต้องเป็นคนที่อยู่ใต้บังคับกฎหมายไทยฝ่ายสยาม
คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตจัดตั้ง
ผู้ขออนุญาตจัดตั้งหรือดำเนินการสุสานและฌาปนสถานสาธารณะ และสุสานและฌาปนสถานเอกชน
ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
2. ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
3. ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
4. ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนคนไร้ความสามารถ
ขั้นตอนการติดต่อ
1. การดำเนินการเกี่ยวกับสุสานและฌาปนสถานให้ยื่นคำร้องขออนุญาตจัดตั้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น
ที่ที่ดินของสุสานและฌาปนสถานตั้งอยู่ ดังนี้
– ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นต่อผู้อำนวยการเขต ณ สำนักงานเขต
– ในเขตเทศบาล ให้ยื่นต่อนายกเทศมนตรี ณ สำนักงานเทศบาล
– ในเขตเมืองพัทยา ให้ยื่นต่อปลัดเมืองพัทยา ณ ศาลาว่าการเมืองพัทยา
– นอกเขตตามข้อ 1.1 – 1.3 ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ
2. เอกสารประกอบการขออนุญาต
กรณีบุคคลธรรมดา
(1) บัตรประจำตัวประชาชน
(2) สำเนาทะเบียนบ้าน
(3) หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดตั้ง
(4) แผนที่แสดงเขตที่ดิน รวมทั้งบริเวณข้างเคียง
(5) แผนผังการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในกิจการของสุสานและฌาปนสถาน
กรณีนิติบุคคล
(1) หลักฐานแสดงการเป็นนิติบุคคล และวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล
(2) หลักฐานว่าเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล
(3) สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล
(4) เอกสาร
– หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดตั้ง
– แผนที่แสดงเขตที่ดิน รวมทั้งบริเวณข้างเคียง
– แผนผังการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในกิจการของสุสานและฌาปนสถาน
การจดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณสัตว์พาหนะ (ช้าง)
(1) ให้เจ้าของช้างหรือตัวแทนพร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านหรือพยานนำช้างไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนท้องที่ ที่ช้างนั้นอยู่
(2) นายทะเบียนท้องที่พร้อมด้วยเจ้าของหรือผู้แทนและพยานตรวจสอบตำหนิรูปพรรณให้เป็นการถูกต้อง และเจ้าของหรือตัวแทนได้ชำระค่าธรรมเนียมแล้ว
การแก้ตำหนิรูปพรรณช้าง
การแก้ตำหนิรูปพรรณช้างที่คลาดเคลื่อนจากตั๋วรูปพรรณ หรือกรณีอื่น ๆ เช่นการตัดงาช้าง เป็นต้น
– ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองนำช้างพร้อมตั๋วรูปพรรณไปให้นายทะเบียนท้องที่ที่ช้างขึ้นทะเบียนไว้ ตรวจแก้ไขให้ตรงกับตัวช้างภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบ
การโอนกรรมสิทธิ์
(1) การโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ซื้อขาย ให้ เป็นต้น
– ให้ผู้โอนและผู้รับโอนทั้งสองฝ่าย หรือตัวแทนนำช้างและตั๋วรูปพรรณไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ช้างมีทะเบียน
(2) กรณีมีการเปลี่ยนเจ้าของช้างโดยมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้ถูกต้อง
– ให้ผู้ครอบครองหรือผู้แทนไปยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ช้างได้จดทะเบียนไว้
– นายทะเบียนประกาศให้เจ้าของผู้มีรายนามสุดท้ายในตั๋วรูปพรรณมาทำการโอนภายในสามสิบวัน
– หากพ้นกำหนดตามประกาศแล้วไม่มา ให้นายทะเบียนมีอำนาจโอนกรรมสิทธิ์ช้างเชือกนั้นได้ แม้ผู้รับโอนหรือตัวแทนมาแต่ฝ่ายเดียว
กรณีย้ายช้างไปต่างอำเภอหรือต่างท้องที่
– ให้เจ้าของหรือตัวแทนนำตั๋วรูปพรรณช้างไปแจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ใหม่ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ช้างนั้นไปถึงที่ที่ย้ายไป
การออกใบแทนตั๋วรูปพรรณช้าง (ส.พ. 10) กรณีชำรุดหรือสูญหาย
– ให้เจ้าของหรือตัวแทนนำพยานหลักฐานไปแจ้งความต่อนายทะเบียนท้องที่ที่มีทะเบียนสัตว์นั้น
กรณีช้างตาย
(1) ให้เจ้าของหรือตัวแทน แจ้งความและส่งมอบตั๋วรูปพรรณสัตว์ที่ตายต่อนายทะเบียนท้องที่หรือกำนัน
(2) แจ้งนายทะเบียนท้องที่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบว่าสัตว์ตาย (กรณีที่ผู้อื่นครอบครองสัตว์นั้นชั่วคราว ก็ให้ผู้นั้นแจ้งความต่อนายทะเบียนท้องที่ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบว่าสัตว์ตาย)
สิ่งที่ควรทราบ
(1) ผู้ใดเก็บตั๋วรูปพรรณสัตว์พาหนะได้ ต้องนำส่งต่อเจ้าของหรือเจ้าพนักงาน หรือนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่เก็บได้
(2) ผู้ใดมีตั๋วรูปพรรณโดยไม่มีสัตว์พาหนะต้องนำส่งต่อนายทะเบียนท้องที่ หรือกำนันเพื่อจัดส่งต่อนายทะเบียนท้องที่
บิดามารดาของเด็กเป็นสามีภรรยากันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรที่เกิดมาจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาแต่เพียงฝ่ายเดียว หากบิดาประสงค์จะให้บุตรของตนเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถดำเนินการได้ 3 วิธี คือ
1) บิดามารดาได้สมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
2) บิดาได้จดทะเบียนรับรองบุตร และ
3) ศาลได้พิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนรับรองบุตร
– บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้/หนังสือเดินทาง/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว/หรือเอกสารราชการอื่นที่สามารถใช้แสดงตัวบุคคลได้ ของผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม และพยาน (กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์โดยกรมการกงสุล กต.)
– หนังสือยินยอม (กรณีฝ่ายมารดาหรือเด็กไม่สามารถมาให้ความยินยอมด้วยตนเองต่อหน้าเจ้าหน้าที่)
– คำสั่งศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด (ใช้แทนกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถให้ความยินยอมได้)
– พยานบุคคล จำนวน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรู้ในเรื่องความสมัครใจยินยอมของฝ่ายบิดา มารดา และบุตรในการจดทะเบียนรับรองบุตร
ขั้นตอนการจดทะเบียนรับรองบุตร
– บิดายื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต สถานทูต/กงสุลไทย ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนา
– เด็กและมารดาเด็กต้องมาให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับรองบุตรด้วยตนเองหรือมีหนังสือให้ความยินยอมแทนได้
– หากเด็กและมารดาเด็กหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความยินยอมหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล
– นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคลลของบิดา มารดา และเด็ก และเอกสารหลักฐานข้างต้น
– นายทะเบียนลงรายการในทะเบียนรับรองบุตร (คร.11) ให้ครบถ้วน
– ให้ผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม และพยานลงลายมือชื่อในทะเบียนรับรองบุตร (คร.11) หากมีหนังสือให้ความยินยอมจากมารดาหรือเด็ก หรือทั้งสองฝ่าย ให้ลงรายละเอียดหนังสือยินยอมนั้นแทนการลงลายมือชื่อ
– เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อในทะเบียนรับรองบุตร (คร.11)
ค่าธรรมเนียม
– จดทะเบียนรับรองบุตรในสำนักทะเบียน ไม่เสียค่าธรรมเนียม
– จดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียน ฉบับละ 200 บาท โดยให้ผู้ขอจัดพาหนะให้ ถ้าผู้ขอไม่จัดพาหนะให้ ผู้ขอต้องชดใช้ค่าพาหนะให้แก่นายทะเบียนตามสมควร
– การคัดสำเนา ฉบับละ 10 บาท
ทะเบียนรับบุตรบุญธรรม เป็นเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานรับรองสิทธิทางกฎหมายระหว่างบุตรบุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรม ทำให้บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น เช่น มีสิทธิได้รับมรดก มีสิทธิใช้นามสกุลของบิดาหรือมารดาบุญธรรม เป็นต้น แต่ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรม ทั้งนี้ การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมไม่ทำให้บุตรบุญธรรมสูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา และบิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วันที่เด็ก (ผู้เยาว์) เป็นบุตรบุญธรรม
คุณสมบัติของผู้ที่จะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
– ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
– ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วยตนเอง
– ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจาก บิดา และมารดา หรือผู้ปกครอง
– ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน
– ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีก ในขณะเดียวกันไม่ได้เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
– บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้/หนังสือเดินทาง/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว/หรือเอกสารราชการอื่นที่สามารถใช้แสดงตัวบุคคลได้ ของผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม (ถ้ามี) และพยาน (กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์โดยกรมการกงสุล กต.)
– หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรม (กรณีไม่มาให้ความยินยอมต่อหน้าเจ้าหน้าที่)
– หนังสือแจ้งการอนุมัติของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม มีอายุ 6 เดือน (กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์)
– พยานบุคคล จำนวน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรู้ในเรื่องการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
ขั้นตอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
– การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม สามารถยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต สถานทูต/กงสุลไทย ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
– กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ ต้องมีหนังสือแจ้งการอนุมัติของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อนยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต่อนายทะเบียน
– นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคลของผู้ร้องทั้งสองฝ่าย หนังสือแจ้งการอนุมัติฯ (ถ้ามี) และตรวจสอบว่าผู้ร้องทั้งสองฝ่ายมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายหรือไม่ ในกรณีที่ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรม (บรรลุนิติภาวะ) มีคู่สมรสซึ่งต้องให้ความยินยอม ให้ตรวจสอบหลักฐานของบุคคลดังกล่าวด้วย
– นายทะเบียนลงรายการในทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (คร.14) ให้ครบถ้วน
– ให้ผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม (ถ้ามี) และพยานลงลายมือชื่อในทะเบียน (คร.14)
– เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อในทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (คร.14)
ค่าธรรมเนียม
– การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ไม่เสียค่าธรรมเนียม
– การคัดสำเนา ฉบับละ 10 บาท
การรับบุตรบุญธรรม เป็นความสัมพันธ์ในฐานะผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมตามผลของกฎหมาย มิใช่ความสัมพันธ์ทางสายโลหิตแต่อย่างใด จึงสามารถจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมได้
การจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมกระทำได้ 2 วิธี คือ
1) การจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยความยินยอม
2) การจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมตามคำสั่งศาล
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม
– บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้/หนังสือเดินทาง/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว/หรือเอกสารราชการอื่นที่สามารถใช้แสดงตัวบุคคลได้ ของผู้ร้องและพยาน (กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์โดยกรมการกงสุล กต.)
– หนังสือแจ้งการอนุมัติของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม มีอายุ 6 เดือน (กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์)
– พยานบุคคล จำนวน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรู้ในเรื่องการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม
ขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม
– การจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม สามารถยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต สถานทูต/กงสุลไทย ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
– กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ ต้องมีหนังสือแจ้งการอนุมัติของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมให้ยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อนยื่นคำร้องต่อนายทะเบียน
– นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคลของ คำสั่งศาล (ถ้ามี) หนังสือแจ้งการอนุมัติฯ (กรณีเลิกรับผู้เยาว์) หลักฐานการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
– นายทะเบียนลงรายการในทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม (คร.17) ให้ครบถ้วน
– ให้ผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม (ถ้ามี) และพยานลงลายมือชื่อในทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม (คร.17)
– เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อในทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม (คร.17)
ค่าธรรมเนียม
– การจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม ไม่เสียค่าธรรมเนียม
– การคัดสำเนา ฉบับละ 10 บาท
คุณสมบัติของบุคคลที่ต้องทำบัตร
ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่เจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนตามบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 เว้นแต่ผู้ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่หากผู้ซึ่งมีอายุเกินเจ็ดสิบปีและผู้ซึ่งได้รับยกเว้นประสงค์จะขอมีบัตร ก็สามารถทำได้โดยให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าอำเภอ สำนักงานเขต เทศบาลที่ให้บริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน เมืองพัทยา
การขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก
บุคคลดังต่อไปนี้ให้ยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดหกสิบวัน หากพ้นกำหนดต้องปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท
1. ผู้ที่มีอายุครบเจ็ดปีบริบูรณ์
2. ผู้ที่ได้สัญชาติไทย หรือได้รับอนุมัติให้มีสัญชาติไทย หรือได้กลับคืนสัญชาติไทย ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ หรือตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล
3. ผู้ที่ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.14) กรณีตกสำรวจหรือแจ้งเกิดเกินกำหนด
4. ผู้ที่พ้นจากสภาพการได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดง
1.สูติบัตร หากไม่มีให้ใช้หลักฐานเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สำเนาทะเบียนนักเรียน ใบสุทธิ ประกาศนียบัตร หนังสือเดินทาง เป็นต้น ในกรณีผู้ที่มีอายุครบเจ็ดปีบริบูรณ์
2.หลักฐานใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของบิดา มารดา และให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือไปรับรอง กรณีผู้ที่ได้สัญชาติไทย หรือได้รับอนุมัติให้มีสัญชาติไทย หรือได้กลับคืนสัญชาติไทย
3.สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้นั้นเคยมีชื่ออยู่ก่อน หรือหลักฐานเอกสารที่ทางานราชการออกให้อย่างใดอย่างหนึ่งและให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง กรณีผู้ที่ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านโดยตกสำรวจ
4.สูติบัตร และให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง กรณีผู้ที่ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านโดยการแจ้งเกิดเกินกำหนด
5.หลักฐานแสดงการพ้นจากสภาพได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตร กรณีผู้ซึ่งพ้นสภาพได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตร
กรณีบัตรเดิมหมดอายุ
บัตรใช้ได้ตั้งแต่วันออกบัตร และมีอายุแปดปีนับแต่วันเกิดของผู้ถือบัตรที่ถึงกำหนดภายหลังจากวันออกบัตร บัตรที่ยังไม่หมดอายุในวันที่ผู้ถือบัตรมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ ให้ใช้ต่อไปได้ตลอดชีวิต เมื่อบัตรเดิมหมดอายุ ต้องยื่นคำขอมีบัตรใหม่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หากพ้นกำหนดต้องปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท และผู้ถือบัตรจะขอมีบัตรใหม่ก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุก็ได้ โดยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายในกำหนดหกสิบวันก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุ
หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดง
บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่หมดอายุ
กรณีบัตรหายหรือบัตรถูกทำลาย
เมื่อบัตรหายหรือบัตรถูกทำลายให้แจ้งบัตรหาย หรือบัตรถูกทำลายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่สำนักทะเบียนที่ประสงค์จะทำบัตร โดยไม่ต้องไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และต้องยื่นคำขอมีบัตรใหม่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่บัตรเดิมหายหรือถูกทำลายหากพ้นกำหนดต้องปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท
หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดง
1. หลักฐานการแจ้งความบัตรหายหรือถูกทำลาย
2. หลักฐานอื่นที่มีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้
3. หากไม่มีเอกสารตามข้อ 2 ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง
*การทำบัตรใหม่กรณีบัตรหายหรือบัตรถูกทำลาย ต้องเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
กรณีบัตรชำรุดในสาระสำคัญ
เมื่อบัตรชำรุดในสาระสำคัญ เช่น ไฟไหม้บางส่วน ถูกน้ำเลอะเลือน ต้องขอเปลี่ยนบัตรโดยยื่นคำขอเปลี่ยนบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่บัตรชำรุดในสาระสำคัญ หากพ้นกำหนดต้องปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท
หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดง
1. บัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ชำรุด แต่หากบัตรนั้นชำรุดไม่สามารถพิสูจน์บุคคลหรือรายการในบัตรก็ให้นำเจ้าบ้าน หรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือไปรับรอง
2. ผู้ขอมีบัตรมีหลักฐานเอกสารมีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้มาแสดงให้งดเว้นไม่ต้องนำเจ้าบ้าน หรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือมารับรอง
*การเปลี่ยนบัตรกรณีบัตรเดิมชำรุด ต้องเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
กรณีเปลี่ยนบัตรเนื่องจากเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล หรือเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุล
เมื่อเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล หรือเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุล ในทะเบียนบ้านต้องยื่นคำขอมีบัตรใหม่ต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่แก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล หรือชื่อตัวและชื่อสกุล ในทะเบียนบ้าน หากพ้นกำหนดต้องปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท
หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดง
1. บัตรประจำตัวประชาชนเดิม
2. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล หรือชื่อตัวและชื่อสกุล แล้วแต่กรณี
*การเปลี่ยนบัตรกรณีแก้ไขชื่อตัว หรือชื่อสกุล หรือชื่อตัวและชื่อสกุล ต้องเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
กรณีบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน (นักบวช, ผู้พิการเดินไม่ได้ และอื่น ๆ)
ผู้ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน เช่น ภิกษุ สามเณร นักพรต และนักบวช ผู้พิการเดินไม่ได้หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ผู้ที่อยู่ในที่คุมขัง โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ฯลฯ จะขอมีบัตรก็ได้
หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดงได้แก่ หลักฐานที่แสดงว่าเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
การขอมีบัตรในครั้งแรก หรือกรณีบัตรเดิมหมดอายุ สามารถขอมีบัตรได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่หากกรณีขอมีบัตรใหม่เนื่องจากบัตรเดิมสูญหาย หรือถูกทำลาย หรือเปลี่ยนบัตรเนื่องจากบัตรเดิมชำรุดในสาระสำคัญ แก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล หรือชื่อตัวและชื่อสกุลในทะเบียนบ้าน และกรณีย้ายที่อยู่ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
กรณีผู้ถือบัตรย้ายที่อยู่
ผู้ถือบัตรผู้ใดย้ายที่อยู่จะขอเปลี่ยนบัตรก็ได้ (ตามความสมัครใจ) หากไม่ขอเปลี่ยนบัตรก็สามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนนั้นได้ จนกว่าบัตรจะหมดอายุ
หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดง
บัตรประจำตัวประชาชนเดิม
*การขอเปลี่ยนบัตรกรณีย้ายที่อยู่ กรณีบัตรยังไม่หมดอายุ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
การขอตรวจหลักฐานรายการหรือข้อมูลเกี่ยวกับบัตร
ผู้ถือบัตรและผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงหมายความรวมถึง คู่สมรส บุพการี และผู้สืบสันดานของผู้ถือบัตร และผู้รับมอบอำนาจจากบุคคลดังกล่าว สามารถขอตรวจหลักฐานรายการ หรือข้อมูลเกี่ยวกับบัตรจากฐานข้อมูลทะเบียนบัตรจากระบบคอมพิวเตอร์ ณ สถานที่ดังนี้
(1) ที่ทำการปกครองจังหวัด ศาลากลางจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ
(2) สำนักทะเบียนที่ออกบัตรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทุกแห่ง
*การขอตรวจหลักฐานรายการหรือข้อมูลเกี่ยวกับบัตร ต้องเสียค่าธรรมเนียม ฉบับละ 10 บาท
1. การขอมีบัตรกรณีบัตรหาย หรือถูกทำลาย
เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
ตามกฎกระทรวงปี 2559
2. การขอมีบัตรกรณีบัตรชำรุดในสาระสำคัญ
เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
ตามกฎกระทรวงปี 2559
3. การขอมีบัตรกรณีแก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุลในทะเบียนบ้าน
เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
ตามกฎกระทรวงปี 2559
4. การขอมีบัตรกรณีย้ายที่อยู่และประสงค์
เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
ตามกฎกระทรวงปี 2559
5. การขอคัดและรับรองสำเนาข้อมูล
เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
ตามกฎกระทรวงปี 2559
6. การออกใบแทนใบรับ
เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
ตามกฎกระทรวงปี 2559
การขอมีสัญชาติไทยของบุตรคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551
สถานที่ติดต่อ
ทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร ยื่น ณ สำนักบริหารการทะเบียน
ทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. สูติบัตร
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
*หมายเหตุ (หรือหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.20/1 หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด
2. บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ของผู้ขอ)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
3. รูปถ่ายขนาด 3 นิ้ว
จำนวน 3 รูป
4. บัตรประจำตัวหรือเอกสารราชการอื่นที่มีภาพถ่ายของบิดามารดาผู้ขอ
สำเนา 2 ฉบับ
5. หลักฐานการพ้นโทษ (กรณีผู้ขอสัญชาติเคยได้รับโทษจำคุก)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
6. หนังสือรับรองผลการศึกษาหรือหลักฐานการเรียน (ยกเว้นอายุต่ำกว่า 7 ปี)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
7. หนังสือรับรองว่าเป็นคนที่ไม่ปรากฎบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ หรือ หนังสือรับรองการทำคุณประโยชน์ (ถ้ามี) ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
ค่าธรรมเนียม -
ระยะเวลา : 180 วัน
หมายเหตุ
การพิจารณาให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 และตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559การกำหนดสถานะตามกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559
1. บุตรของคนที่เข้าอพยพเข้ามาในราชอาณาจักรและอาศัยอยู่เป็เวลานาน ครอบคลุมชนกลุ่มน้อย และกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่ง คณะรัฐมนตรีมีมติไว้เดิมรับรองสถานะให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร อาทิ กลุ่ม เวียดนาอพยพ อดีตทหารจีนคณะชาติ จีนฮ่ออพยพพลเรือน จีนฮ่ออิสระ ไทยลื้อ ลื้อ ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า เนปาลอพยพ ชาวเขา บุคคลบนพื้นที่สูง ลาวภูเขาอพยพ ม้งถ้ำกระบอก ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า อดีตโจรจีนคอมมิวนีสต์มาลายา ผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวกัมพูชา ชาวมอร์แกน และคนอพยพเข้ามาในราชอาณาจักรและอาศัยอยู่เป็นเวลานาน ที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะ และสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 ให้ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
(1) บิดาหรือมารดาที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรและอาศัยอยู่เป็นเวลานานตามข้อ 1 ต้องมีหรือเคยมีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนประวัติ หรือเอกสารการทะเบียนราษฎร มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และต้องเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าปี นับถึงวันที่บุตรยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียนเพื่อขอมีสัญชาติไทย
(2) มีหลักฐานแสดงว่าเกิดในราชอาณาจักร ได้แก่ สูติบัตร ทะเบียนการเกิด หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด และต้องมีรายการบุคคลในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร แล้วแต่กรณี
(3) ไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น
(4) พูดและฟังภาษาไทยเข้าใจได้ ยกเว้นเด็กที่มีอายุต่ำกว่าเจ็ดปี
(5) มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
(6) มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และถ้าเคยรับโทษอาญา ต้องพ้นโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันที่ยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือลหุโทษ
2. เด็กและบุคคลที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสถาบันการศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาแล้ว โดยบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวอื่นที่ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ตามข้อ 1 หรือไม่ปรากฎบิดามารดาหรือบิดามารดาทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ ให้ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
(1) มีหลักฐานแสดงว่าเกิดในราชอาณาจักร ได้แก่ สูติบัตร ทะเบียนการเกิด หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด และต้องมีรายการบุคคลในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแล้วแต่กรณี
(2) ไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น
(3) พูดและฟังภาษาไทยเข้าใจได้
(4) มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
(5) มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและถ้าเคยรับโทษอาญา ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันที่ยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ
(6) มีหลักฐานแสดงว่าจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาในราชอาณาจักรซึ่งกระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะ แต่ถ้าเป็นผู้ที่เรียนจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา หรือเทียบเท่าจากสถาบันในต่างประเทศจะต้องเป็นผู้ได้รับทุนการศึกษาจากหน่วยงานของรัฐ
(7) สำหรับเด็กและบุคคลที่มีคุณสมบัติตามข้อ 2 (1)-(5) และอยู่ระหว่างการศึกษาในสถาบันการศึกษาหากมีความจำเป็นต้องขอมีสัญชาติไทย ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก่อน
(8) สำหรับเด็กและบุคคลที่มีคุณสมบัติตามข้อ2 (1)-(5) และเป็นผู้ที่ไม่ปรากฎบิดามารดา หรือบิดามารดาทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ถ้าไม่จบการศึกษาตาม (6) ต้องมีหนังสือรับรองความเป็นคนไร้รากเหง้า จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และต้องมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ ในราชอาณาจักรติดต่อกันไม่น้อยกว่าสิบปีนับถึงวันที่ผู้นั้นยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียน เพื่อขอมีสัญชาติไทย
3. ให้ผู้ที่เกิดในราชอณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศ จนเป็นที่ประจักษ์ ให้ได้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
(1) มีหลักฐานแสดงว่าเกิดในราชอาณาจักร ได้แก่ สูติบัตร ทะเบียนการเกิด หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด
(2) มีภูมิลำเนาอยู่ต่อเนื่องในราชอาณาจักร โดยมีรายการบุคคลในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร แล้วแต่กรณี
(3) ไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น
(4) มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
(5) มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและถ้าเคยรับโทษคดีอาญา ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันที่ยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ
(6) ประกอบอาชีพสุจริต และ
(7) เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศโดยมีผลงานหรือความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นที่ประจักษ์ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีหนังสือรับรองการทำคุณประโยชน์หรือผลงานในสาขาต่าง ๆ จากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ระดับกรมหรือเทียบเท่ากรมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
(ก) การศึกษาหรือการกีฬา
(ข) ศิลปวัฒนธรรม
(ค) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(ง) สาขาที่ขาดแคลน หรือสาขาอื่น ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควร
4. ผู้ใดได้รับสัญชาติไทยแล้ว ภายหลังปรากฎว่าการได้มาซึ่งสัญชาติไทยไม่เป็นไปตามลักษณะหรือเงื่อนไขตาม ข้อ 1 ถึง ข้อ 3 หรือบุคคลดังกล่าวกระทำการใด ๆ อันเป็นการ กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือ ขัดต่อประโยชน์ของรัฐหรือเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้หน่วยงานรับผิดชอบถอนสัญชาติไทยบุคคลนั้นตามกฎหมาย
การขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของคนต่างด้าวทั่วไป (N)
สถานที่ติดต่อ
กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 24 เขตปทุมวัน กรุงเทพ 10330 โทร. 0-2252-1714,0-2252-2708,0-2205-1901
(กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ) / ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
ตำรวจภูธรจังหวัด ทุกจังหวัด
(กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด)/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1.บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 5 ฉบับ
หมายเหตุ (ถ้ามี)
2.ทะเบียนบ้านคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (ทร.13/ทร.14)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 5 ฉบับ
หมายเหตุ -
3.ใบสำคัญถิ่นที่อยู่/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว สำเนาหนังสือ เดินทางในกรณีได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยชั่วคราว
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 5 ฉบับ
หมายเหตุ (ทุกหน้าที่มีการบันทึกรายการ)
4.ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
หมายเหตุ -
5.ทะเบียนการสมรส หากจดทะเบียนสมรสที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศต้องนำใบสำคัญการจดทะเบียนสมรส ที่สถานที่นั้น ๆ ออกให้รับรองว่าถูกต้อง
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
หมายเหตุ -
6.หนังสือเดินทาง
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 5 ฉบับ
หมายเหตุ –
7.สูติบัตร
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
หมายเหตุ -
8.หนังสือรับรองบรรลุนิติภาวะ
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ -
9.รูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซ.ม. จำนวน 3 รูป
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (กรณีมีคู่สมรสรูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซ.ม. จำนวน 3 รูป)
10.หนังสือรับรองการประกอบอาชีพ
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
หมายเหตุ (จากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวหรือสำนักงานจัดหางานจังหวัด)
11.หนังสือรับรองเงินเดือน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ -
12.หลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (แสดงหลักฐานการเสียภาษีมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรให้การรับรอง)
13.หลักฐานเงินฝากธนาคาร หรือหนังสือรับรองเงินฝาก
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (ถ้ามี)
14.หลักฐานการบริจาคการกุศลสาธารณประโยชน์ (ไม่ควรน้อยกว่า 5,000 บาท)
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (ถ้ามี)
15.หลักฐานของบริษัท ห้างร้านที่ผู้ยื่นคำขอทำงานอยู่
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ -
16.ภาษีนิติบุคคล (ภงด 50)
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (กรณีผู้ยื่นคำขอมีหุ้นอยู่ในบริษัทหรือห้างร้าน(ย้อนหลังไป1ปี) ถ้ามี)
17.หลักฐานการศึกษาของผู้ยื่นคำขอและบุตรทุกคน
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (ถ้ามี)
18.หนังสือแสดงเจตนาสละสัญชาติเดิม
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ -
ค่าธรรมเนียม
1. คำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท
2. คำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้แปลง ค่าธรรมเนียม 2,500 บาท
3. หนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทย ค่าธรรมเนียม 500 บาท
4. ใบแทนหนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทย ค่าธรรมเนียม 500 บาท
ระยะเวลาในการดำเนินการรวม : 730 วัน
หมายเหตุ
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต
การได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติเป็นไทย เป็นไปตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และมาตรา 11, 12 และ 12/1 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 กำหนดให้คนต่างด้าวที่อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แบ่งได้ดังนี้
1) คนต่างด้าวที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 11
2) คนต่างด้าวที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข มาตรา 11
3) คนต่างด้าวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ตามมาตรา 12 วรรคสอง
4) คนต่างด้าวที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข มาตรา 12/1
วิธีการในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย กำหนดในมาตรา 12 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ผู้ประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง(พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2510 กำหนดการยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ต้องยื่นคำขอตามแบบ ป.ช.1 พร้อมด้วยหลักฐานประกอบคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ ให้ยื่นคำขอต่อผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจสันติบาล หากผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่นให้ยื่นคำขอต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนั้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2510 เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 กรณีการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508
1. บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทยและกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ
2. มีความประพฤติดี โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (พิมพ์ลายนิ้วมือ ส่งตรวจสอบ) พฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
2.1 ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (โดยพิมพ์ลายนิ้วมือส่งตรวจสอบ) จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร
2.2 ตรวจสอบพฤติการณ์บุคคลและทางการเมืองจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล
2.3 ตรวจสอบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
2.4 ตรวจสอบพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
2.5 ตรวจสอบหมายจับจากกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
3. มีอาชีพเป็นหลักฐาน โดยจะต้องมีหนังสือรับรองการประกอบอาชีพจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว หรือสำนักจัดหางานจังหวัด และจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้
3.1 กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นไทยไม่มีความเกี่ยวพันหรือสัมพันธ์กับประเทศไทย
ผู้ยื่นคำขอเป็นคนต่างด้าวทั่วไป จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 80,000 บาท/เดือน โดยแสดงหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้เป็นหลักฐาน และแสดงหลักฐานการเสียภาษีมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือแสดงหลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีก่อนปีที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 3 ปี และต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้ มาแสดงประกอบด้วย
3.2 กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นไทยมีความเกี่ยวพันหรือสัมพันธ์กับประเทศไทย เช่น สมรสกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย หรือมีบุตรเป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ผู้ยื่นคำขอเป็นคนต่างด้าวทั่วไป จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท/เดือน โดยแสดงหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้เป็นหลักฐาน และแสดงหลักฐานการเสียภาษีมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือแสดงหลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีก่อนปีที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 3 ปี และต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้ มาแสดงประกอบด้วย
4. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยแสดงหลักฐานใบสำคัญถิ่นที่อยู่ หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎร (ท.ร.14)
5. มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยนับจากการได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) ที่แสดงยืนยันได้ว่า มีภูมิลำเนาต่อเนื่องในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
6. มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยพูดภาษาไทยและฟังภาษาไทยเข้าใจได้ และจะต้องสามารถร้องเพลงชาติไทย และเพลงสรรเสริญพระบารมีได้ พร้อมทั้งผ่านการสัมภาษณ์ ดังนี้
6.1 กรณีผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ ให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามี และการขอกลับคืนสัญชาติไทย ตามคำสั่งคณะกรรมการกลั่นกรเกี่ยวกับสัญชาติ
6.2 กรณีผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยแก่ผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามีและการขอกลับคืนสัญชาติไทย
7. ผู้ยื่นคำขอจะต้องแสดงเอกสารที่ยื่นต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศที่ตนมีสัญชาติ และตั้งอยู่ในประเทศไทยอันเป็นการแสดงเจตนาของผู้ประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทยที่จะสละสัญชาติเดิม เมื่อได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว
8. ผู้ยื่นคำขอจะต้องผ่านเกณฑ์การให้คะแนน รวมกันไม่น้อยกว่า 50 คะแนน จึงจะได้รับการพิจารณา
9. เมื่อผู้ยื่นคำขอได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว กรณีประเทศของผู้ยื่นคำขอมีสถานทูตหรือสถานกงสุลตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งสถานทูตหรือสถานกงสุลแห่งประเทศของผู้ยื่นคำขอทราบเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย ส่วนกรณีประเทศของผู้ยื่นคำขอไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแจ้งไปยังประเทศของผู้ยื่นคำขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทยดังกล่าวกรณีการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดยโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551
1. บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทยและกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ
2. มีความประพฤติดี โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (พิมพ์ลายนิ้วมือ ส่งตรวจสอบ) พฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
2.1 ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (โดยพิมพ์ลายนิ้วมือส่งตรวจสอบ) จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร
2.2 ตรวจสอบพฤติการณ์บุคคลและทางการเมืองจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล
2.3 ตรวจสอบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
2.4 ตรวจสอบพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
2.5 ตรวจสอบหมายจับจากกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
3. มีอาชีพเป็นหลักฐาน โดยจะต้องมีหนังสือรับรองการประกอบอาชีพจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว หรือสำนักจัดหางานจังหวัด และจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้
3.1 กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นไทยไม่มีความเกี่ยวพันหรือสัมพันธ์กับประเทศไทย
ผู้ยื่นคำขอเป็นคนต่างด้าวทั่วไป จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 80,000 บาท/เดือน โดยแสดงหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้เป็นหลักฐาน และแสดงหลักฐานการเสียภาษีมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือแสดงหลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีก่อนปีที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 3ปี และต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้ มาแสดงประกอบด้วย
3.2 กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นไทยมีความเกี่ยวพันหรือสัมพันธ์กับประเทศไทย เช่น สมรสกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย หรือมีบุตรเป็นบุคคลสัญชาติไทย หรือจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ผู้ยื่นคำขอเป็นคนต่างด้าวทั่วไป จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท/เดือน โดยแสดงหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้เป็นหลักฐาน และแสดงหลักฐานการเสียภาษีมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือแสดงหลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีก่อนปีที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 3 ปี และต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้ มาแสดงประกอบด้วย
4. การยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย กรณีได้กระทำความดีความชอบเป็นพิเศษต่อประเทศไทย หรือได้ทำคุณประโยชน์แก่ทางราชการซึ่งรัฐมนตรีเห็นสมควร นอกจากแสดงหลักฐานยืนยันคุณสมบัติตามกฎหมายแล้ว ให้แสดงเอกสารหลักฐานการกระทำความดีความชอบเป็นพิเศษต่อประเทศไทย หรือการได้ทำคุณประโยชน์แก่ทางราชการมาประกอบในคราวเดียวกัน
5. การยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย กรณีเป็นบุตรของผู้ซึ่งได้แปลงสัญชาติเป็นไทย หรือของผู้ได้กลับคืนสัญชาติไทย ต้องแสดงหลักฐานสูติบัตรของบุตร พร้อมหลักฐานจากสถานพยาบาลที่บุตรนั้นเกิด สำหรับกรณีไม่อาจแสดงหลักฐานดังกล่าวได้ ต้องแสดงเอกสารการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) หรือการตรวจทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันที่รัฐให้การรับรองซึ่งพิสูจน์ว่าเป็นบุตรจริง
6. การยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย กรณีเป็นภริยาหรือสามีของผู้ซึ่งได้แปลงสัญชาติเป็นไทย ผู้ยื่นคำขอจะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ ส่วนกรณีมีบุตรด้วยกันแล้ว จะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยผ่านการตรวจสอบสถานภาพการสมรส จากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง นอกจากนี้ผู้ยื่นคำขอและคู่สมรสจะต้องไม่จดทะเบียนสมรสโดยปกปิดข้อเท็จจริง โดยผ่านการสัมภาษณ์เพื่อสอบถามเจตนารมณ์และสังเกตพฤติการณ์ของคู่สมรส ดังนี้
6.1 กรณีผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ ให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามี และการขอกลับคืนสัญชาติไทย ตามคำสั่งคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ
6.2 กรณีผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยแก่ผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามี และการขอกลับคืนสัญชาติไทย
7. การยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย กรณีเป็นภริยาหรือสามีของผู้ได้กลับคืนสัญชาติไทย ผู้ยื่นคำขอจะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ ส่วนกรณีมีบุตรด้วยกันแล้ว จะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยผ่านการตรวจสอบสถานภาพการสมรสจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง นอกจากนี้ผู้ยื่นคำขอและคู่สมรสจะต้องไม่จดทะเบียนสมรสโดยปกปิดข้อเท็จจริง โดยผ่านการสัมภาษณ์เพื่อสอบถามเจตนารมณ์และสังเกตพฤติการณ์ของคู่สมรส ดังนี้
7.1 กรณีผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ ให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามี และการขอกลับคืนสัญชาติไทย ตามคำสั่งคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ
7.2 กรณีผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยแก่ผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามี และการขอกลับคืนสัญชาติไทย
8. การยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย กรณีเป็นสามีของผู้มีสัญชาติไทย ผู้ยื่นคำขอจะต้องจดทะเบียนสมรสกับผู้มีสัญชาติไทยมาไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ ส่วนกรณีมีบุตรด้วยกันแล้ว จะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยผ่านการตรวจสอบสถานภาพการสมรสจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง นอกจากนี้ผู้ยื่นคำขอและคู่สมรสจะต้องไม่จดทะเบียนสมรสโดยปกปิดข้อเท็จจริง โดยผ่านการสัมภาษณ์เพื่อสอบถามเจตนารมณ์และสังเกตพฤติการณ์ของคู่สมรส ดังนี้
8.1 กรณีผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ ให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามี และการขอกลับคืนสัญชาติไทย ตามคำสั่งคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ
8.2 กรณีผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยแก่ผู้ยื่นคำขอที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามีและการขอกลับคืนสัญชาติไทย
9. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ท.ร.13หรือ ท.ร.14)
10. ผู้ยื่นคำขอจะต้องแสดงเอกสารที่ยื่นต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศที่ตนมีสัญชาติ และตั้งอยู่ในประเทศไทยอันเป็นการแสดงเจตนาของผู้ประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทยที่จะสละสัญชาติเดิม เมื่อได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว
11. ผู้ยื่นคำขอต้องผ่านเกณฑ์การให้คะแนน รวมกันไม่น้อยกว่า 50คะแนน จึงจะได้รับการพิจารณา
12. เมื่อผู้ยื่นคำขอได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว กรณีประเทศของผู้ยื่นคำขอมีสถานทูตหรือสถานกงสุลตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งสถานทูตหรือสถานกงสุลแห่งประเทศของผู้ยื่นคำขอทราบเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย ส่วนกรณีประเทศของผู้ยื่นคำขอไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแจ้งไปยังประเทศของผู้ยื่นคำขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทยดังกล่าว กรณีการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 12 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551
1. มีความประพฤติดี โดยผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (พิมพ์ลายนิ้วมือ ส่งตรวจสอบ) พฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1.1 ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (โดยพิมพ์ลายนิ้วมือส่งตรวจสอบ) จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร
1.2 ตรวจสอบพฤติการณ์บุคคลและทางการเมืองจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล
1.3 ตรวจสอบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
1.4 ตรวจสอบพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
1.5 ตรวจสอบหมายจับจากกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2. หลักฐานสูติบัตรของบุตร พร้อมหลักฐานจากสถานพยาบาลที่เด็กนั้นเกิด
3. กรณีไม่อาจแสดงหลักฐาน ตามข้อ 2. ได้ ต้องแสดงเอกสารการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) หรือการตรวจทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันที่รัฐให้การรับรองซึ่งพิสูจน์ว่าเป็นบุตรจริง
4. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.13 หรือ ท.ร.14)
5. เมื่อผู้ยื่นคำขอได้รับการอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว กรณีของประเทศของผู้ยื่นคำขอมีสถานทูตหรือสถานกงสุลตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งสถานทูตหรือสถานกงสุลแห่งประเทศของผู้ยื่นคำขอทราบเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย ส่วนกรณีประเทศของผู้ยื่นคำขอไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแจ้งไปยังประเทศของผู้ยื่นคำขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทยดังกล่าว
การขอถือสัญชาติไทยตามสามีผู้มีสัญชาติไทยของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (N)
สถานที่ติดต่อ
สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ถนนลำลูกกา (คลอง 9) ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
โทร. 0-2791-7329-30, 32-34/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ/ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด)
หรือ
ที่ว่าการอำเภอ/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด/ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด)(กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด/ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด)
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1.บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
2.ทะเบียนบ้านคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (ทร.13/ทร.14)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
3.ทะเบียนสมรส
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
4.รูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซ.ม. จำนวน 6 รูป
หมายเหตุ (หลักฐานที่ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
5.หนังสือรับรองการประกอบอาชีพ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว หรือสำนักจัดหางานจังหวัด กรณีผู้ยื่นคำขอฯ นำรายได้ของตนไปรวมกับรายได้ของสามี เพื่อให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด/หลักฐานที่ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
6.หนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้
ฉบับจริง 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่/กรณีผู้ยื่นคำขอฯ นำรายได้ของตนไปรวมกับรายได้ของสามี)
7.หลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรให้การรับรอง)
8.สูติบัตร หรือทะเบียนคนเกิด
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (ถ้ามี))
9.บัตรประจำตัวประชาชน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (หรือสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ/หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
10.ทะเบียนบ้าน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
11.หนังสือเดินทาง
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (ถ้ามี))
12.ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
13.ใบสำคัญทางทหาร สด.9
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หรือบัญชีทหาร สด.1 หรือหนังสือสำคัญทหารนอกประจำการ สด.8/หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อ เจ้าหน้าที่)
14.รูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซ.ม. จำนวน 6 รูป
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
15.หนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
16.หลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรให้การรับรอง)
17.หลักฐานเอกสารบิดา มารดา ของสามีฯ (บัตรประจำตัวประชาชน/ทะเบียนบ้าน) หรือหลักฐานอื่นใดที่สามารถนำไปสืบค้นได้
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (หลักฐานที่สามีผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่)
18.สูติบัตรของบุตร
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (พร้อมรูปถ่ายของบุตร ขนาด 4 x 6 ซ.ม. 2 รูป)
19.บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของพยาน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (พยานบุคคลที่รู้เห็นว่าได้อยู่กินฉันท์สามีภรรยากันจริง 4 ปาก)
ค่าธรรมเนียม 10 บาท
ระยะเวลาในการดำเนินการรวม : 475 วัน
หมายเหตุ
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต
มาตรา 9แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508กำหนดให้หญิงซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้สมรสกับผู้มีสัญชาติไทยถ้าประสงค์จะได้สัญชาติไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
กฎกระทรวงกำหนดแบบ วิธีการ และค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทย ฯ สำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย กำหนดให้ยื่นคำขอตามแบบ ชกน.1 พร้อมด้วยหลักฐานประกอบคำขอต่อนายอำเภอ ตามภูมิลำเนาของผู้ยื่นคำขอ และหากมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ให้ยื่นคำขอต่อผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
แนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
1. ผู้ยื่นคำขอจะต้องมีภูมิลำเนาในประเทศไทย และมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.13หรือ ท.ร.14)
2. ผู้ยื่นคำขอจะต้องจดทะเบียนสมรสกับชายไทยถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 3ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ ส่วนกรณีมีบุตรกับคู่สมรสซึ่งเป็นชายไทย จะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 1ปี
3. สามีผู้ยื่นคำขอจะต้องมีอาชีพเป็นหลักฐาน โดยมีรายได้ไม่ต่ำกว่าหรือรายได้เฉลี่ย 10,000บาท/เดือน ทั้งนี้จะต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้ และแสดงหลักฐานการเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอประกอบอาชีพ ต้องแสดงหนังสือรับรองการประกอบอาชีพจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวหรือสำนักจัดหางานจังหวัด โดยสามารถนำรายได้ของตนไปรวมกับรายได้ของสามี เพื่อให้ถึงเกณฑ์ ที่กำหนดข้างต้น โดยแสดงหนังสือรับรองเงินเดือน/รายได้ และแสดงหลักฐานการเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย
4. ผู้ยื่นคำขอจะต้องผ่านการตรวจสอบสถานภาพการสมรสและประวัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
4.1 ตรวจสอบสถานภาพการสมรสจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
4.2 ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (พิมพ์ลายนิ้วมือ) จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร
4.3 ตรวจสอบพฤติการณ์บุคคลและทางการเมืองจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล
4.4 ตรวจสอบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
4.5 ตรวจสอบพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
4.6 ตรวจสอบหมายจับจากกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
5. ผู้ยื่นคำขอและคู่สมรสจะต้องไม่จดทะเบียนสมรสโดยปกปิดข้อเท็จจริง และต้องผ่านการสัมภาษณ์เพื่อสอบถามเจตนารมณ์และสังเกตพฤติการณ์ของคู่สมรสจาก
5.1 กรณีผู้ยื่นคำขอฯ มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ ให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย การขอถือสัญชาติไทยตามสามี และการขอกลับคืนสัญชาติไทย
5.2 กรณีผู้ยื่นคำขอฯ มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ให้ผ่านการสัมภาษณ์จากคณะทำงานระดับจังหวัด
การขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของคนต่างด้าวทั่วไป
สถานที่ติดต่อ
กทม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล
ต่างจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. หนังสือรับรองบรรลุนิติภาวะ
สำเนา 5 ฉบับ
2. สำเนาใบสำคัญถิ่นที่อยู่/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว สำเนาหนังสือเดินทางในกรณีได้รับอนุญาตให้อยู่ใน ราชอาณาจักรไทยชั่วครา
สำเนา 5 ฉบับ
หมายเหตุ (ทุกหน้าที่มีการบันทึกรายการ)
3. หนังสือรับรองเงินเดือน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
4. หลักฐานการเสียเงินได้บุคคลธรรมดา มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
ฉบับจริง 1 ฉบับ
5. สำเนาทะเบียนการสมรส หากจดทะเบียนสมรสที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ ต้องนำใบสำคัญการจดทะเบียนสมรสที่สถานที่นั้น ๆ ออกให้รับรองว่าถูกต้อง
สำเนา 2 ฉบับ
6. รูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซ.ม.จำนวน 3 รูป ถ้ามี
ฉบับจริง 12 ชุด
หมายเหตุ (-กรณีมีคู่สมรสรูปถ่ายขนาด4x6 ซ.ม.)
7. ทะเบียนบ้านคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
สำเนา 5 ชุด
8. สำเนาทะเบียนบ้าน
สำเนา 5 ชุด
9. สูติบัตร
ฉบับจริง 1 ชุด
สำเนา 2 ชุด
10. ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ
ฉบับจริง 1 ชุด
สำเนา 2 ชุด
11. สำเนาหนังสือเดินทาง
สำเนา 5 ชุด
12. หลักฐานเงินฝากธนาคาร หรือหนังสือรับรองเงินฝาก
ฉบับจริง 1 ชุด
สำเนา 1 ชุด
13. หลักฐานการบริจาคการกุศลสาธารณะโยชน์ (ไม่ควร น้อยกว่า 5,000 บาท)
ฉบับจริง 1 ชุด
สำเนา 1 ชุด
14. หลักฐานของบริษัท ห้างร้านที่ผู้ยื่นคำขอทำงานอยู่
ฉบับจริง 1 ชุด
สำเนา 1 ชุด
15. ภาษีนิติบุคคล (ภงด 50)
ฉบับจริง 1 ชุด
สำเนา 1 ชุด
หมายเหตุ (-กรณีผู้ยื่นคำขอมีหุ้นอยู่ในบริษัทหรือห้างร้าน(ย้อนหลังไป1ปี) ถ้ามี)
16. หลักฐานการศึกษาของผู้ยื่นคำขอและบุตรทุกคน
ฉบับจริง 1 ชุด
สำเนา 1 ชุด
17.หนังสือรับรองการประกอบอาชีพ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย คำขอแปลงสัญชาติไทยสำหรับบุตร
ค่าธรรมเนียม
1. คำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย 5,000 บาท
2. คำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้แปลง 2,500 บาท
3. หนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทย 500 บาท
4. ใบแทนหนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทย 500 บาท
ระยะเวลา 730 วัน
หมายเหตุ
การยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย
การขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย
สถานที่ติดต่อ
กทม. สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี
ต่างจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
สำเนา 2 ฉบับ
หมายเหตุ (กรณีมีคู่สมรส ให้จัดเตรียมหลักฐานบัตรประจำตัวของคู่สมรส จำนวน 2 ชุด)
2. ทะเบียนบ้านคนผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
สำเนา 2 ฉบับ
3. สำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
สำเนา 6 ฉบับ
หมายเหตุ (ทุกหน้าที่มีการบันทึกรายการ)
4. สำเนาใบสำคัญถิ่นที่อยู่
สำเนา 6 ฉบับ
หมายเหตุ (ทุกหน้าที่มีการบันทึกรายการ)
5. ใบอนุญาตทำงาน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 2 ฉบับ
6. สำเนาทะเบียนบ้านทั้้งครอบครัว
สำเนา 6 ชุด
หมายเหตุ (กรณีมีสามี/ภรรยา/บุตร)
7. ทะเบียนสมรส
สำเนา 2 ฉบับ
หมายเหตุ (กรณีมีคู่สมรส ให้แนบทะเบียนสมรสด้วย)
8. รูปถ่ายขนาด ๔ x ๖ ซ.ม.
- ผู้ยื่นคำขอฯ
- ภรรยา และบุตร (ถ้ามี)
ฉบับจริง 10 ฉบับ
9. บัตรประจำตัวประชาชน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
10. สำเนาทะเบียนบ้าน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
11. สูติบัตร
สำเนา 2 ฉบับ
หมายเหตุ (ถ้ามีบุตร )
12. สำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล (ถ้ามี)
สำเนา 2 ฉบับ
13. หลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สำเนา 2 ชุด
หมายเหตุ (แสดงหลักฐานการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรให้การรับรอง)
14. หนังสือรับรองเงินเดือน/รับรองการทำงาน
ฉบับจริง 1 ชุด
สำเนา 1 ชุด
หมายเหตุ (หนังสือรับรองเงินเดือน/รับรองการทำงาน ต้องระบุตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ออกให้โดย บริษัท ห้างร้าน ที่ผู้ยื่นคำขอฯ ทำงาน และลงนามโดยผู้มีอำนาจ)
15. หนังสือเดินทาง
สำเนา 6 ชุด
หมายเหตุ (ทุกหน้าที่มีรายการ)
16. หลักฐานแสดงการจดทะเบียนบริษัท ห้างร้าน ห้างหุ้นส่วน
สำเนา 2 ชุด
หมายเหตุ (เอกสารบริษัท เช่น ทะเบียนการค้า ทะเบียนพาณิชย์ หนังสือรับรองการจดทะเบียน เป็นต้น)
17. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน(พยาน)
สำเนา 2 ชุด
18. สำเนาทะเบียนบ้าน (พยาน)
สำเนา 2 ชุด
หมายเหตุ (สำเนาทะเบียนบ้านพยาน จำนวน 2 คน)
19. หลักฐานทางการศึกษา
สำเนา 2 ชุด
20. หลักฐานการทำคุณประโยชน์ต่าง ๆ
สำเนา 2 ชุด
ค่าธรรมเนียม
1. คำขอแปลงสัญชาติ 1,000 บาท
2. คำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้แปลงสัญชาติคนหนึ่ง 500 บาท
3. หนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทยของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย 100 บาท
4. ใบแทนหนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทยของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย 100 บาท
ระยะเวลา 730 วัน
หมายเหตุ
การยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของบุคคลซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ระยะเวลาในการให้บริการอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนด เนื่องจากในขั้นตอนการเสนอขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากในหลวงนั้น ขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย จึงไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนได้
การสละสัญชาติไทย กรณีคนไทยสมรสกับคนต่างด้าว
สถานที่ติดต่อ
กทม. กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต่างจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด
ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในต่างประเทศ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. สูติบัตร ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หรือทะเบียนคนเกิด หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด)
2. บัตรประจำตัวประชาชน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
3. ทะเบียนบ้าน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
4. ทะเบียนสมรส
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศต้องได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและรับรองการแปลให้ถูกต้องด้วย)
5. หนังสือรับรองการเข้าถือสัญชาติของภริยาหรือสามี
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (ต้องได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและรับรองการแปลให้ถูกต้องด้วย ) กบ.208 การขอกลับคืนสัญชาติไทย กรณีสละ สัญชาติไทยโดยการสมรสกับบุคคนต่างด้าวตามมาตรา 10 และต่อมาได้ขาดจากการสมรส
6. หนังสือเดินทาง
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หนังสือเดินทางของผู้ยื่นคำขอและคู่สมรส พร้อมสำเนาทุกหน้าที่มีตราประทับ)
7. ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
8. รูปถ่ายขนาด 4x6 ซ.ม. (2 นิ้ว) ของผู้ยื่นคำขอฯ และคู่สมรส คนละ 12 รูป
ค่าธรรมเนียม คำขอสละสัญชาติไทย 5 บาท
ระยะเวลา 325 วัน
หมายเหตุ
-
การสละสัญชาติไทย กรณีเด็กที่มีสองสัญชาติซึ่งเป็นบุตรของคนไทยกับคนต่างด้าว
สถานที่ติดต่อ
กทม. กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต่างจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด
ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในต่างประเทศ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. สูติบัตร
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หรือทะเบียนคนเกิด หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด)
2. ทะเบียนบ้าน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
3. บัตรประจำตัวประชาชน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
4. ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
5. หนังสือรับรองของประเทศที่ได้เข้าถือสัญชาตินั้น
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (ต้องได้รับการแปลเป็นภาษาไทย และรับรองการแปลให้ถูกต้องด้วย) กบ.208 การขอกลับคืนสัญชาติไทย กรณีสละสัญชาติไทยโดยการสมรสกับบุคคลต่างด้าวตามมาตรา 10 และต่อมาได้ขาดจากการสมรส
6. หนังสือเดินทาง
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (พร้อมสำเนาทุกหน้าที่มีตราประทับ)
7. หลักฐานที่แสดงสัญชาติของบิดาหรือมารดา
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
8. รูปถ่าย 4x6 ซ.ม. (2 นิ้ว) ของผู้ยื่นคำขอ
จำนวน 12 รูป
9. รูปถ่าย 4x6 ซม. (2 นิ้ว) ของบิดามารดาผู้ขอ
จำนวน 6 รูป
ค่าธรรมเนียม คำขอสละสัญชาติไทย 5 บาท
ระยะเวลา 430 วัน
หมายเหตุ
-
การสละสัญชาติไทยของคนที่มี 2 สัญชาติทั่วไป
สถานที่ติดต่อ
กทม. กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต่างจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด
ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในต่างประเทศ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. สูติบัตร
ฉบับจริง 1 ฉบับ สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หรือทะเบียนคนเกิด หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด)
2. ทะเบียนบ้าน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
3. บัตรประจำตัวประชาชน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
4. ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
5. หนังสือรับรองของประเทศที่ได้เข้าถือสัญชาตินั้น
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (ต้องได้รับการแปลเป็นภาษาไทย และรับรองการแปลให้ถูกต้องด้วย)กบ.208 การขอกลับคืนสัญชาติไทย กรณีสละสัญชาติไทยโดยการสมรสกับบุคคลต่างด้าวตามมาตรา 10 และต่อมาได้ขาดจากการสมรส
6. หนังสือเดินทาง
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (พร้อมสำเนาทุกหน้าที่มีตราประทับ)
7. หลักฐานที่แสดงสัญชาติของบิดาหรือมารดา
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
8. รูปถ่าย 4x6 ซม. (2 นิ้ว) ของผู้ยื่นคำขอ
จำนวน 12 รูป
9. รูปถ่าย 4x6 ซม. (2 นิ้ว) ของบิดามารดาผู้ขอ
จำนวน 6 รูป
ค่าธรรมเนียม คำขอสละสัญชาติไทย 5 บาท
ระยะเวลา 430 วัน
หมายเหตุ
-
การขอกลับคืนชาติไทย กรณีสละสัญชาติไทยโดยการสมรสกับคนต่างด้าว และได้ขาดจากการสมรสแล้ว
สถานที่ติดต่อ
กทม. กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต่างจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด
ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต หรือสาถนกงสุลในต่างประเทศ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. สูติบัตร / ทะเบียนคนเกิด
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
2. ทะเบียนบ้านคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
3. หลักฐานการขาดจากการสมรส
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
4. รูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซม. ของผู้ยื่นคำขอ จำนวน 12 รูป
5. หลักฐานเอกสารที่แสดงว่าผู้ขอเป็นคนเกิดในราชอาณาจักรไทย หรือเคยมีสัญขาติไทยมาก่อน
6. พยานบุคคล 4 คน
7. หนังสือเดินทาง
8. เอกสารการเข้าถือสัญชาติของภริยาหรือสามี
9. เอกสารหลักฐานการศึกษาในประเทศไทย
10.เอกสารหลักฐานเคยช่วยเหลือการกุศลหรือสาธารณะประโยชน์
11.ใบสำคัญประจำตัวต่างด้าวและรายการต่ออายุครั้งสุดท้าย
ค่าธรรมเนียม : 1000 บาท
ระยะเวลา : 325 วัน
หมายเหตุ
-
การขอกลับคืนสัญชาติไทยของบุคคลต่างด้าวทั่วไป
สถานที่ติดต่อ
กทม. กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต่างจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด
ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในต่างประเทศ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. สูติบัตร
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หรือทะเบียนคนเกิด หรือหนังสือรับรองการเกิด)
2. ทะเบียนบ้าน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
3. หลักฐานเอกสารที่แสดงว่า ผู้ขอเป็นคนเกิดในราชอาณาจักรไทย หรือเคยมีสัญชาติไทยมาก่อน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
4. รูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซ.ม. (2 นิ้ว) ของผู้ยื่นคำขอ จำนวน 12 รูป
5. รูปถ่ายขนาด 4x6 ซ.ม. (2 นิ้ว) ของบิดามารดาผู้ขอ จำนวน 6 รูป
*กบ.208 การขอกลับคืนสัญชาติไทย กรณีสละสัญชาติไทยโดยการสมรสกับบุคคลต่างด้าวตามมาตรา 10 และต่อมาได้ขาดจากการสมรส
ค่าธรรมเนียม คำขอกลับคืนสัญชาติไทย 1,000 บาท
ระยะเวลา 430 วัน
หมายเหตุ
-
การขอกลับคืนสัญชาติไทยของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย
สถานที่ติดต่อ
กทม. สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
ต่างจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ
ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในต่างประเทศ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. สูติบัตร
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (หรือทะเบียนคนเกิด หรือหนังสือรับรองการเกิด)
2. ทะเบียนบ้าน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
3. หลักฐานเอกสารที่แสดงว่า ผู้ขอเป็นคนเกิดในราชอาณาจักรไทย หรือเคยมีสัญชาติไทยมาก่อน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
4. รูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซ.ม. (2 นิ้ว) ของผู้ยื่นคำขอ จำนวน 12 รูป
5. รูปถ่ายขนาด 4x6 ซ.ม. (2 นิ้ว) ของบิดามารดาผู้ขอ จำนวน 6 รูป
*กบ.208 การขอกลับคืนสัญชาติไทย กรณีสละสัญชาติไทยโดยการสมรสกับบุคคลต่างด้าวตามมาตรา 10 และต่อมา ได้ขาดจากการสมรส
ค่าธรรมเนียม คำขอกลับคืนสัญชาติไทยสำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย 200 บาท
ระยะเวลา 450 วัน
หมายเหตุ
-
การพิสูจน์และรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น (N)
สถานที่ติดต่อ
สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ)/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
(หมายเหตุ: -)
สำนักทะเบียนอำเภอ (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด)/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
(หมายเหตุ: -)
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1.บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติ/บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
2.ทะเบียนบ้านคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (ทร.13/ทร.14) หรือทะเบียนประวัติ (ท.ร.38 ข)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
3.สูติบัตร หรือหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
4.ทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อย /แบบสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (แบบ 89)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง๗)
5.บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของบิดาและมารดาของผู้ขอ (ถ้ามี)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
6.ผังแสดงเครือญาติที่มีผู้น่าเชื่อถือที่มีสัญชาติไทยจำนวน 2 คนให้การรับรอง
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
7.หนังสือหรือหลักฐานรับรองการศึกษา (ถ้ามี)
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
8.ผลการตรวจพิสูจน์ DNA (ถ้ามี)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ -
9.รูปถ่าย 4 x 6 ซ.ม. จำนวน 5 รูป
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ (กรณีผู้ยื่นคำขอยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือผู้ไร้ความสามารถ ใช้รูปถ่ายจำนวน 8 รูป)
ค่าธรรมเนียม 0 บาท
ระยะเวลาในการดำเนินการรวม 187 วัน
หมายเหตุ
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต
หลักเกณฑ์การพิจารณาความเป็นคนไทยพลัดถิ่น
คุณสมบัติของผู้ที่จะยื่นคำขอ
1. เป็นผู้ซึ่งได้รับการสำรวจ จัดทำทะเบียนประวัติและเอกสารแสดงตนไว้ในกลุ่มซึ่งระบุไว้ว่ามีเชื้อสายไทย
2. อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร
3. ปัจจุบันไม่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น
4. มีรูปร่างลักษณะและวิถีชีวิตเหมือนคนไทย และ สามารถพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจ
5. สามารถแสดงผังเครือญาติซึ่งน่าเชื่อถือว่าเป็นผู้มีเชื้อสายไทย และ มีผู้ที่น่าเชื่อถือซึ่งมีสัญชาติไทย ให้การรับรองหรือมีหลักฐานผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถแสดงถึงความเป็นญาติกับผู้ที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
6. มีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ และ เลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
*ดำเนินการในพื้นนที่เป้าหมายได้แก่ จังหวัดตราด จังหวัดตาก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนองและจังหวัดอื่น ๆ
วิธีการ
บุคคลที่มีคุณสมบัติยื่นคำขอด้วยตนเอง(บรรลุนิติภาวะ) หรือ บิดามารดาผู้ปกครอง ยื่นคำขอแทน (กรณียังไม่บรรลุนิติภาวะ) ยื่นได้ที่สำนักบริหารการทะเบียน (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ) หรือยื่นได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอ (ที่ว่าการอำเภอ) (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด)
เงื่อนไข
กรณีคณะกรรมการรับรองการเป็นคนไทยพลัดถิ่น มีมติให้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติเพิ่มเติมระยะเวลาอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้
การขอเปลี่ยนแปลงสถานะในเอกสารการทะเบียนราษฎรสำหรับบุตรคนไทยพลัดถิ่น (N)
สถานที่ติดต่อ
สำนักทะเบียนอำเภอ/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
(หมายเหตุ: (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอ))
สำนักทะเบียนท้องถิ่น/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
(หมายเหตุ: (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัดในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีสำนักทะเบียน))
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1.บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยหรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
2.ทะเบียนบ้านคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (ท.ร.13/ท.ร.14) หรือทะเบียนประวัติ (ท.ร.38 ข)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
3.สูติบัตร หรือหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
4.บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาหรือมารดาของผู้ขอ
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ -
5.หนังสือรับรองความเป็นคนไทยหลักฐานของบิดาหรือมารดา
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
6.หนังสือหรือหลักฐานรับรองการศึกษา (ถ้ามี)
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
7.ประกาศ กระทรวงมหาดไทย หรือราชกิจจานุเบกษาแสดงการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
8.หลักฐานแสดงการได้รับอนุมัติให้แปลงสัญชาติเป็นไทยหรือได้สัญชาติไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ของผู้ขอ)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 1 ฉบับ
หมายเหตุ (รับรองสำเนาถูกต้อง)
9.ผลการตรวจพิสูจน์ DNA (ถ้ามี)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ -
10.รูปถ่าย 4 x 6 ซ.ม. จำนวน 1 รูป
ฉบับจริง 0 ฉบับ
สำเนา 0 ฉบับ
หมายเหตุ -
ค่าธรรมเนียม 0 บาท
ระยะเวลาในการดำเนินการรวม 72 วัน
หมายเหตุ
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต
คุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ
1. ผู้ยื่นคำขอเป็นบุตรของบุคคลที่ผ่านการพิสูจน์และรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นจากคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น โดยบุตรนั้นจะต้องไม่ถือสัญชาติของประเทศอื่น หรือ
2. ผู้ยื่นคำขอเป็นคนไทยพลัดถิ่นที่มีสัญชาติไทยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติหรือได้สัญชาติไทยตามมาตราอื่นๆ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 รวมแก้ไขเพิ่มเติม
วิธีการ
บุคคลที่มีคุณสมบัติยื่นคำขอด้วยตนเอง(บรรลุนิติภาวะ) หรือ บิดามารดาผู้ปกครอง ยื่นคำขอแทน (กรณียังไม่บรรลุนิติภาวะ) ยื่นได้ที่สำนักบริหารการทะเบียน (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ) หรือยื่นได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอ (ที่ว่าการอำเภอ)หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด)
การขอให้พิจารณาเหตุความจำเป็นที่จะต้องมีสัญชาติไทยของนักเรียนนักศึกษาที่เกิดในประเทศไทยและยังเรียนไม่จบปริญญาตรี
สถานที่ติดต่อ
สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ)/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
(หมายเหตุ: -)
สำนักทะเบียนอำเภอ (กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด)/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
(หมายเหตุ: -)
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ของผู้ขอ)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 3 ฉบับ
2. ทะเบียนบ้านคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (ท.ร.13 หรือท.ร.14) ทะเบียนประวัติ (ท.ร.38 ก, ท.ร.38 ข, ท.ร.38/1)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 3 ฉบับ
3. สูติบัตร หรือหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) หรือหนังสือรับรองสถานที่เกิด
ฉบับจริง 1 ฉบับ
สำเนา 3 ฉบับ
4. หลักฐานรับรองผลการศึกษาหรือหลักฐานการเรียน
สำเนา 3 ฉบับ
5. คำรับรองของพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือหรือทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (กรณีผู้ขอเป็นบุตรบุญธรรม) หลักฐานการเป็นผู้มีสัญชาติไทยของบิดาหรือมารดา (กรณีมีบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย) ประกาศนียบัตร ประกาศเกียรติคุณ หรือหนังสือรับรองที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ (กรณีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากส่วนราชการให้เป็นตัวแทนไปแข่งขัน, เป็นผู้ที่เคยทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย, เป็นผู้ไม่สามารถส่งกลับประเทศต้นทาง)
สำเนา 1 ฉบับ
6. พยานบุคคลที่รู้เห็นเรื่องการอยู่อาศัยในประเทศไทย จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน (พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของพยาน)
ฉบับจริง 1 ฉบับ
7. รูปถ่ายขนาด 3 นิ้ว จำนวน 3 รูป
ค่าธรรมเนียม -
ระยะเวลา 40 วัน
หมายเหตุ
การพิจารณาเหตุความจำเป็นที่จะต้องมีสัญชาติไทยของนักเรียน นักศึกษา ที่เกิดในประเทศไทยและไม่ได้สัญชาติไทยโดยมีบิดา และมารดาเป็นคนต่างด้าวอื่นที่มิใช่ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธ์ และยังเรียนไม่จบปริญญาตรีแต่ประสงค์จะขอมีสัญชาติไทยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 นักเรียน นักศึกษาที่จะขอมีสัญชาติไทยในกรณีเหตุความจำเป็น จะต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1. มีบิดามารดาเป็นผู้ถือสัญชาติไทย แต่การได้รับสัญชาติของบิดาและมารดานั้น ไม่มีผลต่อการได้สัญชาติของบุตร เช่น เด็กที่เกิดจากบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ต่อมาบิดาหรือมารดาของเด็กนั้นได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยหรือได้กลับคืนสัญชาติไทย แต่การได้สัญชาติไทยของบิดาหรือมารดามีผลตามกฎหมาย (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา) ภายหลังวันที่บุตรเกิด ทำให้บุตรยังคงไม่ได้รับสัญชาติไทย เป็นต้น โดยนักเรียน นักศึกษาที่เป็นบุตรจะต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี นับถึงวันที่บุตรนั้นยื่นคำขอมีสัญชาติไทย
2. เป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายของคนสัญชาติไทย (ได้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมแล้ว) และได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยกับผู้รับบุตรบุญธรรมหรือครอบครัวของผู้รับบุตรบุญธรรม ที่เป็นคนสัญชาติไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
3. มีบิดาหรือมารดาเป็นคนที่ได้รับสัญชาติไทยตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่การให้สัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในประเทศไทย ทำให้บุตรยังคงไม่ได้รับสัญชาติไทย เช่น เด็กที่เกิดจากบิดาหรือมารดาที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประเภท 0 กลุ่ม 89 ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไร้สัญชาติ ต่อมาบิดาหรือมารดานั้นเรียนจบปริญญาตรีและได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559 โดยขณะยื่นเรื่องขอมีสัญชาติไทย บิดาหรือมารดาคนดังกล่าวมีบุตรที่เกิดในประเทศไทยและไม่ได้สัญชาติไทยอยู่ด้วย การได้สัญชาติไทยของบิดาหรือมารดากรณีนี้ไม่ส่งผลต่อบุตรที่เกิดก่อนวันที่บิดาหรือมารดาได้รับสัญชาติไทย และมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะตัวบิดาหรือมารดาที่เรียนจบปริญญาตรีเท่านั้น โดยไม่รวมถึงบุตรที่เกิดในประเทศไทยและไม่ได้สัญชาติไทยด้วย กรณีนี้ถ้าบุตรที่กำลังศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาต้องการขอมีสัญชาติไทยสามารถยื่นเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเหตุความจำเป็นได้ เป็นต้น
4. เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐให้เป็นตัวแทนเพื่อไปแข่งขันหรือประกวดผลงานในระดับนานาชาติหรือทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม การศึกษา การกีฬา หรือสาขาอื่น ๆ โดยมีหนังสือรับรองเรื่องดังกล่าวจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้อง และนักเรียน นักศึกษาผู้นั้น จะต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี
5. เป็นผู้ที่เคยทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย หรือมีบิดาหรือมารดาเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย โดยมีหนังสือรับรองจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นประโยชน์นั้น และนักเรียนนักศึกษาผู้นั้น จะต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี
6. เป็นผู้ที่ไม่สามารถส่งกลับประเทศต้นทางซึ่งบิดาและหรือมารดามีสัญชาติหรือมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ โดยมีหนังสือปฏิเสธความเป็นคนสัญชาติของประเทศบิดาและหรือมารดามีสัญชาติจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล หรือหน่วยงานของรัฐที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นซึ่งปฏิบัติงานด้านกงสุลของประเทศนั้น หรือมีข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผู้นั้นเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ
การพิสูจน์ความเป็นบิดาซึ่งมีสัญชาติไทยของผู้เกิดเพื่อการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
สถานที่ติดต่อ
กทม. กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต่างจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด
ต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในต่างประเทศ
เอกสาร/หลักฐานที่ใช้
1. บัตรประจำตัวประชาชน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
3. สูติบัตร
ฉบับจริง 1 ฉบับ สำเนา 1 ฉบับ
4. หลักฐานการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) หรือหลักฐานการตรวจทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่นที่อธิบดีกรมการปกครองรับรองตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา หรือหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างบิดาและผู้ขอว่าเป็นบิดาและบุตรกัน
ฉบับจริง 1 ฉบับ
5. รูปถ่าย 4x6 ซ.ม. (2 นิ้ว) ของผู้ขอและบิดา
ฉบับจริง 1 ฉบับ
ค่าธรรมเนียม 50 บาท
ระยะเวลา 30 วัน
หมายเหตุ
มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้บุคคลได้สัญชาติไทยโดยการเกิด โดยผู้เกิดมีบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือ นอกราชอาณาจักรไทย โดยบิดาให้หมายความรวมถึง ผู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นบิดาของผู้เกิดตามวิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวงแม้ผู้นั้นจะมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เกิด และมิได้จดทะเบียนรับรองผู้เกิดเป็นบุตรก็ตามกฎกระทรวงกำหนดวิธีการและค่าธรรมเนียมคำขอพิสูจน์ความเป็นบิดาซึ่งมีสัญชาติไทย ของผู้เกิดเพื่อการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด กำหนดให้ผู้เกิดหรือผู้มีส่วนได้เสียที่ประสงค์จะพิสูจน์ความเป็นบิดาซึ่งมีสัญชาติไทยของผู้เกิดเพื่อการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ยื่นคำขอพร้อมด้วยหลักฐานประกอบคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนี้ ถ้าผู้ยื่นคำขอ มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอต่อผู้อำนวยการเขต ณ สำนักงานเขตแห่งท้องที่ที่ผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนา ถ้าผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอต่อผู้อำนวยการเขต ณ สำนักงานเขตแห่งท้องที่ที่ผู้ยื่น คำขอมีภูมิลำเนา
ถ้าผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการกิ่งอำเภอแห่งท้องที่ที่ผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนา ถ้าผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้ยื่นคำขอต่อข้าราชการสถานทูตไทยหรือกงสุลไทย ที่ได้รับมอบหมาย ณ ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่หรือส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศที่เรียกชื่ออย่างอื่นและปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่มีเขตอาณาหรือเขตกงสุลในประเทศนั้น
